thansettakij
thansettakij
กูรูชี้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ-ไทยพุ่ง มีผลฉุดแรงซื้อกลับฟันด์โฟลว์

กูรูชี้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ-ไทยพุ่ง มีผลฉุดแรงซื้อกลับฟันด์โฟลว์

11 เม.ย. 67 | 09:30 น.
อัปเดตล่าสุด :11 เม.ย. 67 | 09:31 น.

โบรกชี้ผล กนง. คงดอกเบี้ยไม่ผิดคาด ชี้ดอกเบี้ยคงที่ไม่มีผลต่อฟันด์โฟลว์ แนะจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ สร้างความเชื่อมั่นกระตุ้นบรรยากาศการลงทุน มองหุ้นไทยถูกมากแล้ว แนะสะสมหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว AOT ค้าปลีก CPALL แบงก์ KTB

นายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI เปิดเผยว่า ประเด็นการคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.5% ของทางคณะกรรมการนโบายการเงิน (กนง.) มองว่าไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ เนื่องจากก่อนหน้านี้ผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ (IAA Consensus) มีการสรุปข้อมูลสำรวจมาแล้วว่าครั้งนี้ทาง กนง. น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับเดิม ดังนั้นจึงมองว่าไม่ได้มีผลเซอร์ไพรซ์ต่อตลาดทุนไทยแต่อย่างใด

แต่ที่มีผลมากกว่าคือเรื่องของการเปิดตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนมีนาคม 2567 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.5% สูงเกินกว่าคาดการณ์ ทำให้ตลาดผิดหวังปรับคาดการณ์ลดดอกเบี้ยครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ เพราะตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ และเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะลดดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อใด

ละด้วยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ฝั่งสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้น และทำให้ Bond Yield ของไทยเองก็ปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งเป็นผลให้นักลงทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ก็หวังว่าหลังช่วงสงกรานต์จากนี้ไปจะเริ่มเห็นแรงการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปิดตลาดหุ้นไทยวันที่ 10 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา เห็นแรงกลับเข้าซื้อของต่างชาติที่ราว 3,700 ล้านบาท แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่เพราะจากสังเหตุในช่วงที่ผ่านมาต่างชาติจะมีการกลับเข้าซื้อราว 1-2 วัน และกลับมาขายออกต่อ

ทั้งนี้ ปัจจุบันมองว่าหุ้นไทยราคาค่อนข้างถูกแล้ว เชื่อว่าตอนนี้นักลงทุนอยู่ระหว่างรอประเด็นบวกใหม่ๆ เข้ามาสร้างความน่าสนใจและกระตุ้นความคึกคักให้กับตลาดหุ้นไทยใหม่อีกครั้ง จากนี้ไปประเด็นที่ต้องจับตารอดู คือ การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐว่าจะผลักดันออกมาได้เร็ว และจะทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต้องยอมรับว่าในปี 2566 การเบิกจ่ายงบของภาครัฐติดลบทุกไตรมาส อย่างไรก็ดี หากว่า FED มีการลดดอกเบี้ย ไทยลดดอกเบี้ยตาม การลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงไทยก็มีมากขึ้น

ขณะเดียวกันจากการที่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีการเปิดเผยข้อมูลการขายชอร์ตที่ยังไม่ได้ซื้อคืน (Outstanding Short Positions) เป็นรายหลักทรัพย์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ดี ทางฝ่ายประเมินกรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/2567 ไว้ที่แนวรับระดับ 1380 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1400 จุด

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำทยอยสะสมหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและนโยบายการขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐ เช่น กลุ่มการท่องเที่ยว AOT (ราคาเหมาะสมที่ 79.00 บาท) กลุ่มค้าปลีก CPALL (ราคาเหมาะสมที่ 77.00 บาท) และกลุ่มแบงก์จาก การคงดอกเบี้ย KTB (ราคาเหมาะสมที่ 22.00 บาท)