
BCPG ทุ่ม 1.4 หมื่นล้านซื้อโรงไฟฟ้าเติมพอร์ต
BCPG ตั้งเป้า EBITDA ปี 67 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อน แม้ adder ในไทยกว่า 53 เมกะวัตต์ทยอยหมดลง แต่ได้ชดเชยจากโรงไฟฟ้าใหม่ในสหรัฐ 4 แห่งเข้ามาหนุน แย้มมีดีลใหม่อยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนหลายโปรเจ็กต์ มุ่งเน้นที่ สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และลาว วางงบ 1.4 หมื่นล้าน
นายนิวัติ อดิเรก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 10% จากปีก่อนที่ทำได้ที่ระดับ 3,940.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลจากการเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ จำนวน 4 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวมที่ 857 เมกะวัตต์ ในสหรัฐอเมริกา
รวมถึงการลงทุนคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ ที่จะรับรู้เข้ามาในปี 2567 ได้อย่างเต็มปี และเพื่อมาชดเชยในส่วนของรายได้และกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ที่ในปีนี้จะเริ่มทยอยหมดอายุของส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) ลงอย่างต่อเนื่อง รวมประมาณ 53 เมกะวัตต์ ทำให้การรับรู้ผลการดำเนินงานในส่วนนี้จะทยอยปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี จาดดารเก็บเกี่ยวผลจากการลงทุนในโครงการดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้คาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2567 จะยังมีการเติบโตที่ดีได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีความสนใจและมองหาโอกาสในการเข้าไปขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ในต่างประเทศเพิ่มเติม มีความเป็นไปได้ทั้งการควบรวมกิจการ (M&A) การร่วมทุน (JV) เพื่อหา Synergy ใหม่ๆ เพิ่มเติมให้กับบริษัท โดยจะมุ่งเน้นในกลุ่มประเทศที่บริษัทมีการเข้าไปลงทุนเดิมอยู่แล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ลาว และออสเตรเลีย เป็นหลัก และต้องเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือมีการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบแล้ว (COD) รวมถึงให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
โดยมองโอกาสในตลาดสหรัฐฯ มีเยอะมาก เป็นตลาดที่มีการซื้อขายไฟฟ้าเสรี ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์ก็มีความน่าสนใจและเป็นประเทศที่ค่อนข้างคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมีการไปลงทุนมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยในฟิลิปินส์มีการเปิดให้ประมูลโรงไฟฟ่า ขนาด 10 กิกะวัตต์ ที่จะต้อง COD ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า อีกทั้งบริษัทเองก็มีพาร์เนอร์ที่มีศักยภาพในประเทศดังกล่าวอยู่ ทำให้ก็มีโอกาสที่จะได้รับงานโครงการใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม ส่วนในประเทศลาวตอนนี้มีที่อยู่ระหว่างศึกษา 3-4 ดีล ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว แต่มี 1 ใน 7 ที่มีการใช้ส่ายส่งร่วมกันอยู่ 1 ดีล คาดว่าจะได้เห็นข้อสรุปในระยะถัดไป
ส่วนออสเตรเลียบริษัทสนใจเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลมพ่วงแบตเตอร์รี่ พลังงานแสงอาทิตย์พ่วงแบตเตอร์รี่ หรือการลงทุนในแบตเตอร์รี่ ซึ่งในปี 2567 บริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นใช้เพื่การลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในปัจจุบัน สัดส่วนประมาณ 57% อาทิ โครงการพลังงานลมในประเทศลาว ขนาด 600 เมกะวัตต์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในไต้หวัน ขนาดกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 469 เมกะวัตต์ เป็นต้น ส่วนเงินลงทุนในธุรกิจใหม่คิดเป็นสัดส่วนราว 43%
พร้อมกันนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าทยอยจำหน่ายโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น รวมกว่า 117 เมกะวัตต์ อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง 8 โครงการขนาด 104 เมกะวัตต์ ได้มีการสร้างเสร็จแล้ว ส่วนอีก 1 โครงการ ขนาดกำลังผลิต 13 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง
ทางด้านประเทศไทย บริษัทมีแผนที่จะซื้อหุ้นในโครงการที่จังหวัดอุดรธานี เพชรบูรณ์ นครศรีธรรมราช และสลา ขนาดกำลังการผลิตรวมกว่า 13 เมกะวัตต์ เพิ่มเติม และยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าคงเหลืออีก 20 ปี ที่ราคม 4.2 บาทต่อหน่วย มูลค่ากว่า 477 ล้านบาท โดยในขณะนี้อยูีระหว่างการดำเนินการขอในอนุญาติ คาดว่าภายในเดือนเมษายน 2567 จะได้เห็นความชัดเจน







