thansettakij
thansettakij
IRPC รับปี 66 ขาดทุน 2.93 พันล้านบาท รายได้จากการขายหด 6% จากปีก่อน

IRPC รับปี 66 ขาดทุน 2.93 พันล้านบาท รายได้จากการขายหด 6% จากปีก่อน

13 ก.พ. 67 | 13:13 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.พ. 67 | 13:19 น.

IRPC ก้มหน้ารับปี 66 ขาดทุนกว่า 2.92 พันล้าน รายได้จากการขายสุทธิหดตัว 6% จากปีก่อน ตามราคาขายเฉลี่ยและราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ขณะที่ EBITDA ยืนระดับ 5,754 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,767 ล้านบาท หรือ 44% จากปีก่อน

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ในปี 2566 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ อยู่ที่ 2,923 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่ 4,364 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส 4/2566 ขาดทุนที่ 3,417 ล้านบาท ลดลง 52% จากปีก่อนที่ 7,149 ล้านบาท 

IRPC รับปี 66 ขาดทุน 2.93 พันล้านบาท รายได้จากการขายหด 6% จากปีก่อน

ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิสำหรับปี 2566 อยู่ที่ 299,075 ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน สาเหตุจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 22% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 16% สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market Gross Refining Margin : Market GRM) ที่ลดลงจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ

IRPC รับปี 66 ขาดทุน 2.93 พันล้านบาท รายได้จากการขายหด 6% จากปีก่อน

โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่อ่อนตัวลง จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งมีผลกระทบต่ออุปทานของน้ำมันดีเซลอย่างมาก นอกจากนี้ ธุรกิจปิโตรเคมี มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาดของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (Market Product to Feed : Market PTF) ที่ลดลงจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับราคาแนฟทาปรับตัวลดลง เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเคมียังคงซบซาวด์ต่อเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคมีกำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างคงที่จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 19,344 ล้านบาท หรือ 7.90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 19% อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2566 ปรับตัวลดลงจากปีก่อนมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวจากการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศ จากเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวตามตลาดคาดการณ์อันเป็นผลจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในจีน

ประกอบกับจากการล้มละลายของหลายธนาคารในสหรัฐฯ ยุโรปและจีน ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก ถึงแม้จะมีปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนเป็นระยะๆ จากการปรับลดกำลังผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ของกลุ่ม OPEC และพันธมิตร รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองในหลายประเทศ ได้แก่ อิสราเอล-ฮามาส รัสเซีย-ยูเครน ซึ่งการลดลงของราคาน้ำมันดิบส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 2,488 ล้านบาท หรือ 1.02 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่มีการกลับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับ (กลับรายการ NVR) อยู่ที่ 1,026 ล้านบาท หรือ 0.42 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม บริษัทบันทึกกำไรจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมันที่เกิดขึ้นจริง (Realized Oil Hedging) ที่ 339 ล้านบาท หรือ 0.14 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากรายการดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทบันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ (Net Inventory Loss) รวม 1,123 ล้านบาท หรือ 0.46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 18,221 ล้านบาท หรือ 7.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน

นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 5,754 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,767 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อน โดยในปี 2566 มีกำไรจากการด้อยค่าและตัดจำหน่ายสินค้า จำนวน 822 ล้านบาท โดยหลักมาจากการกลับรายการด้อยค่าพัสดุคงคลัง ซึ่งในปี 2566 บริษัทบันทึกผลการดำเนินงานน้อยกว่าปี 2565 ที่ 33%