thansettakij
thansettakij
SIRI ปี67 ยอดขายแตะ 5.2 หมื่นล้าน เล็งเปิด 46 โปรเจ็กต์ใหม่

SIRI ปี67 ยอดขายแตะ 5.2 หมื่นล้าน เล็งเปิด 46 โปรเจ็กต์ใหม่

23 ม.ค. 67 | 07:50 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ม.ค. 67 | 08:05 น.

SIRI ปักธงปี 67 ยอดขายทะยาน 5.2 หมื่นล้าน และยอดโอนโตไม่น้อยกว่า 10% แตะระดับ 4.3 หมื่นล้าน กางแผนเติบตัวโครงการใหม่กว่า 46 โปรเจ็กต์ มูลค่ารวมกว่า 6.1 หมื่นล้าน มองความต้องการที่พักอาศํยยังมีอีกมาก ติดเครื่องลุยเจาะตลาดระดับบนต่อเนื่อง อวดแบ็กล็อกหนา 1.8 หมื่นล้าน

KEY

POINTS

  • SIRI วางเป้ายอดขายปี 67 แตะ 5.2 หมื่นล้าน และยอดโอน 4.3 หมื่นล้าน
  • SIRI กางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 46 โปรเจ็กต์ มูลค่ารวมกว่า 6.1 หมื่นล้าน มองดีมานด์ซื้อที่อยู่อาศัยยังมีอยู่อีรกมาก
  • SIRI ชูแบ็กล็อกในมือหนา 1.8 หมื่นล้านบาท

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฎิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตของยอดขายไว้ที่ระดับไม่น้อยกว่า 52,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนออกเป็นแนวราบ 60% หรือเป็นยอดขายราว 31,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 40% หรือคิดเป็นยอดขายประมาณ 21,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสิ้นปี 2566 ที่ทำได้กว่า 49,000 ล้านบาท

และวางเป้าหมายการเติบโตของยอดโอนกรรมสิทธิไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 43,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนออกเป็นจากโครงการแนวราบ 30,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 70% และโครงการคอนโดมิเนียม 13,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 30% ของมูลค่าทั้งหมด ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% จากสิ้นปี 2566 ที่ทำได้ประมาณ 39,000 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน)

อุทัย อุทัยแสงสุข

โดยในปี 2567 บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 46 โครงการ มูลค่ารวมราว 61,000 ล้านบาท เป็นสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง จากปี 2566 ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 44 โครงการ มูลค่ารวมราว 65,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการแนวราบ จำนวน 26 โครงการ มูลค่ารวมราว 35,000 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 20 โครงการ มูลค่ารวมราว 26,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นในการขยายโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทยังคงมียอดขายที่รอการโอนกรรมสิทธิ (Backlog) ในมืออีกกว่า 18,000 ล้านบาท ที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโตให้กับยอดโอนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะเดียวกันก็ยังมีสินค้าสร้างเสร็จพร้อมขายอยู่ในมือ ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม มูลค่ารวมกันสูงกว่า 24,220 ล้านบาท แบ่งเป็นจากโครงการแนวราบ 11,840 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 12,380 ล้านบาท กระจายอยู่ตามทำเลศักยภาพสำคัญทั่วประเทศ

มองว่าความต้องการที่พักอาศัยยังมีอยู่อีกมาก เพียงแต่ด้วยปัจจัยการชะลอตัวของเศรษฐกิจทำให้การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยอาจชะงักไปบ้าง แต่ในปี 2567 เชื่อว่าจะการฟื้นตัวของเศรษฐกิตที่ดีขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาเป็นปกติ ทำให้คาดว่าการตัดสินใจของลูกค้าในประเทศปีนี้จะดีขึ้น ขณะที่แนวโน้มการซื้อที่พักอาศัยของชาวต่างชาติปัจจุบันยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทำเลหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ และส่วนใหญ่ต่างชาติจะซื้อเงินสด

อุทัย อุทัยแสงสุข

ยอดการปฎิเสธสินเชื่อของบริษัทในปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 7% เพราะส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นกลุ่มระดับกลางและบน ทำให้ความสามารถในการขอสินเชื่อยังคงดีอยู่ และสัดส่วนกว่า 30% เป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสด ทั้งนี้ มองว่าส่วนที่มีปัญหาในกลุ่มระดับล่างเท่านั้น ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่ายอดการปฎิเสธสินเชื่อค่อนข้างสูงราว 10-20%

งบลงทุนในปี 2567 บริษัทวางเงินลงทุนไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท หลักๆ ใช้รองรับการจัดซื้อที่ดินทำเลใหม่ๆ (Landbank) เพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินที่จะถูกใช้ในการพัฒนาโครงการช่วงปลายปี 2568 และในปี 2569 สำหรับโครงการที่จะเปิดตัวและพัฒนาใหม่ในปี 2567 ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินรองรับไว้แล้วทั้งหมด อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ใหม่ ประมาณ 9,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการทยอยออกต่อเนื่องในปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทยังคงมีความสนใจในการหาพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาร่วมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีการเจรจากับพันธมิตรทั้งประเทศญี่ปุ่น และจีน เข้ามาเจรจาหลายราย รวมถึงมีกลุ่มเจ้าของที่ดิน (landlord) เข้ามาพูดคุยด้วยเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ดี ไม่อาจบอกได้ว่าจะเกิดความร่วมมือขึ้นหรือไม่ หรือจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ เพราะในการร่วมมืออาจต้องศึกษารายละเอียดและมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อความเหมาะสมและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างเนื่อง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการหยุดชะงักการเปิดตัวไปในช่วงโควิด อย่างไรก็ดี มองว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับในประเทศ มองว่าปัจจัยท้าทายคือเรื่องดอกเบี้ยเป็นตัวแปรสำคัญ ส่วนปัจจัยที่ส่งเสริมธุรกิจก็อาจจะมีจากการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยว ซึ่งจะมีผลกระตุ้นให้มีแรงซื้อจากชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้นโดยเฉพาะสินค้ากลุ่มคอนโดมีเนียม 
 
เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ แสนสิริยังคงเดินหน้าตาม 3 กลยุทธ์สำคัญขับเคลื่อนองค์กร ควบคู่กับความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และรักษาอันดับความเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ประกอบไปด้วย  
 
1. รักษาระดับผลประกอบการให้เติบโตอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มสัดส่วนการเปิดตัวโครงการให้มากขึ้นโดยเฉพาะโครงการแนวราบ และการใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่สูง สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2566 มีกำไรสุทธิที่ 4,760 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอสังหาฯ) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 40 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และมากกว่ากำไรสุทธิทั้งปีของปี 2565 สะท้อนถึงการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของบริษัท เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต  และนับเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตตาม Business Direction ที่วางไว้ 
 
นอกจากนี้ แสนสิริยังมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดกับผู้ถือหุ้น จากผลกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนได้รับเงินปันผลที่สูงขึ้นในอนาคต จากสถิติการจ่ายปันผลที่มาพบว่า Dividend Yield ปี ล่าสุด  2566 อยู่ที่ 12.4% 
 
2. บริหารจัดการพอร์ตสินค้าพร้อมขาย ให้กระจายไปในหลากหลายทำเล เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากกว่า ผ่านการควบคุมระดับสินค้าเพื่อการขายในแต่ละระดับราคาให้อยู่ระดับที่เหมาะสม ก่อนพิจารณาเปิดโครงการใหม่ในแต่ละครั้ง เน้นเรื่องวินัยในการลงทุนมากกว่าคว้าทุกโอกาสที่เข้ามา และเมื่อรวมโครงการเปิดใหม่ในปีนี้ แสนสิริจะมียูนิตพร้อมขายทั่วประเทศรวมมูลค่า 146,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้แสนสิริจะมีรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องใน 3 ปีข้างหน้า 
 
ภายใต้กลยุทธ์นี้  แสนสิริ พร้อมขยายโอกาสในการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน ตลอดจนกลับไปรุก Strategic Location หัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ มีโรดแมปการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน และได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว

อุทัย อุทัยแสงสุข