
หุ้นไทยสัปดาห์หน้า คาดดัชนีแกว่ง 1,435-1,455 จุด ลุ้นงบแบงก์66ทางการ
บล.กสิกรไทย ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (15-19 ม.ค.66) ดัชนี SET แกว่งแนวต้าน 1,435-1,455 จุด จับสัญญาณทิศทางเงินทุนต่างชาติ ผลประกอบการ"บจ.ไทย"งวดไตรมาส 4/66
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า(15-19 ม.ค.66) ดัชนีหุ้นไทย(SET Index ) แนวรับที่ 1,400 และ 1,390 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,435 และ 1,455 จุด ตามลำดับ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และการทยอยประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 4/66 ของบจ.ไทย โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านและยอดขายบ้านมือสองเดือนธ.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของญี่ปุ่น ยูโรโซนละอังกฤษ รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/66 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนธ.ค.ของจีน อาทิ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย (8-12 ม.ค.67)
ในวันศุกร์ที่ 12 ม.ค.2567 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,413.53 จุด ลดลง 1.01% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 41,215.73 ล้านบาท ลดลง 11.99% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.26% มาปิดที่ระดับ 420.57 จุด
ทั้งนี้ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 8-12 ม.ค.67 ) ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงเกือบตลอดสัปดาห์ โดยหุ้นไทยทยอยปรับตัวลงตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ตามแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศ โดยรายงานข่าวเกี่ยวกับการขอเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ของบจ. บางแห่งกดดันบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม ส่งผลให้มีแรงขายหุ้นในหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ กระแสข่าวที่วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับลดน้ำหนัก (Downgrade) หุ้นกลุ่มแบงก์ของไทยยังเป็นปัจจัยลบที่เข้ามากดดันหุ้นกลุ่มแบงก์เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อคืนหุ้นกลุ่มแบงก์ก่อนประกาศงบไตรมาส 4/66 เข้ามาหนุน
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 8-12 ม.ค. 2567 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 4,238 ล้านบาท แต่มีสถานะเป็น Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 4,380 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 3,460 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 920 ล้านบาท)







