thansettakij
thansettakij
เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 5เม.ย.ที่ระดับ  34.00 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 5เม.ย.ที่ระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์

05 เม.ย. 66 | 00:38 น.
อัปเดตล่าสุด :05 เม.ย. 66 | 02:41 น.

เงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.85-34.10 บาท/ดอลลาร์ ตลาดรอแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงาน PMIเดือนมีนาคม

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้5เมษายน2566 ที่ระดับ  34.00 บาทต่อดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  34.22 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทยระบุว่า แนวโน้มค่าเงินบาท ในช่วงคืนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นแรง ตามการปรับตัวลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (ทะลุโซนแนวต้านแถว 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้สำเร็จ)

เราประเมินว่า ในระหว่างวันนี้ การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมานั้น อาจเริ่มชะลอลงได้บ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจมีการขายทำกำไรสถานะ Short USDTHB บ้าง 

นอกจากนี้ ในฝั่งผู้ประกอบการ อย่าง ผู้นำเข้าก็อาจรอจังหวะเงินบาทแข็งค่าลงมาแถว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ในการเข้าซื้อเงินดอลลาร์บ้างได้เช่นกัน  และควรจับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ 

โดยเฉพาะฟันด์โฟลว์ในฝั่งหุ้น ว่านักลงทุนต่างชาติจะเดินหน้าขายหุ้นไทยเพิ่มเติมจากวันก่อนหน้าหรือไม่ (ส่วนหนึ่งอาจขายทำกำไรเพิ่มเติม หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ)

เพราะหากนักลงทุนต่างชาติยังไม่กลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทย ตามที่เราเคยคาดการณ์ไว้ เงินบาทก็อาจขาดปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่าไปบ้าง

ทั้งนี้ แม้นักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทย แต่เงินบาทก็ยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ ทำให้เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 33.85-34.10 บาทต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ควรระวังความผันผวนในตลาดการเงิน ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ

อาทิ ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP เพราะหาก รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงสดใส เงินดอลลาร์ก็มีโอกาสรีบาวด์แข็งค่าขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวันนี้ยังคงออกมาแย่กว่าคาด

เช่นเดียวกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจก่อนหน้า เงินดอลลาร์ก็อาจปรับตัวอ่อนค่าลงต่อ ทดสอบจุดต่ำสุดของปีนี้ได้เช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้นั้น เราคาดว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นใกล้ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ (ราคาทองคำอาจปรับตัวสูงขึ้นใกล้ 2,050-2,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์)

ในช่วงนี้ เราคงมองว่า ความผันผวนของตลาดการเงินยังอยู่ในระดับสูง (ค่าเงินบาทผันผวนในระดับ 9%-10% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมาที่ระดับ 5% เป็นอย่างมาก)

ทำให้เรามองว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.85-34.10 บาท/ดอลลาร์


บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) โดยดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.58% หลังผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจนและ

เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) มากขึ้น จากรายงานยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTs Job Openings) ล่าสุด ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 9.93 ล้านตำแหน่ง แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้มาก

นอกจากนี้ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน (Factory Order) ก็ลดลงต่อเนื่อง -0.7%m/m แย่กว่าคาด ทั้งนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า เฟดจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งมุมมองดังกล่าวได้ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลงอีกครั้งสู่ระดับ 3.35%

ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลดลงต่อเล็กน้อย -0.08% กดดันโดยแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน (Equinor -2.1%, Shell -1.9%) หลังราคาน้ำมันดิบมีจังหวะย่อตัวลงมาบ้าง ตามความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรป ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม (Hermes +1.8%, LVMH +0.8%) ซึ่งยังคงได้รับอานิสงส์จากแนวโน้ม (และความคาดหวัง) การฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีน

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 101.5 จุด (ใกล้จุดต่ำสุดของปีนี้ แถว 100.8 จุด ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์)

หลังผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยลดสถานะถือครองเงินดอลลาร์ลง ตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อว่า เฟดจะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องได้ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ล่าสุดในสัปดาห์นี้ ล้วนออกมาแย่กว่าคาด ส่วนในฝั่งราคาทองคำ ความต้องการถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย จากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยที่สูงขึ้น

รวมถึงการปรับตัวลดลงของทั้งบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯและเงินดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย.) สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ

ทรงตัวแถวระดับ 2,039 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ซึ่งเราคาดว่าการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำดังกล่าว อาจหนุนให้ผู้เล่นบางส่วนทยอยขายทำกำไรทองคำบ้าง และโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

สำหรับวันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนมีนาคม

โดยตลาดมองว่า ภาคการบริการจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ชี้จากดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ที่อาจอยู่ที่ระดับ 54.5 จุด (ดัชนีมากกว่า 0 หมายถึง ภาวะขยายตัว)

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ซึ่งอาจใช้เป็นตัวชี้วัดถึงแนวโน้มข้อมูลยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์ นี้ได้ 

ทั้งนี้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาคาดหวังว่า เฟดยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อได้

หลังจากที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมองเดิมว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายแถว 5.00% ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ในช่วงครึ่งหลังของปี หลังรายงานยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTs Job Openings) ออกมาแย่กว่าคาดไปมาก

ส่วนในฝั่งเอเชีย ตลาดมองว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +0.25% สู่ระดับ 5.00% เพื่อให้มั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อจะสามารถชะลอลงกลับสู่เป้าหมายได้ และในฝั่งไทย

จากภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้น หนุนโดยการบริโภคภาคเอกชน ทำให้เราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI เดือนมีนาคม อาจทรงตัวที่ระดับ 1.9%

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป CPI อาจชะลอลงสู่ระดับ 3.20% (+0.10%m/m) ตามการปรับตัวลงของราคาสินค้าพลังงานและระดับฐานราคาที่สูงในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลง

แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงอยู่ ทำให้เรามองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก +0.25% สู่ระดับ 2.00% ได้ในการประชุมครั้งถัดไป (เดือนพฤษภาคม)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 34.00 มาเคลื่อนไหวที่ระดับ 33.94-33.96 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.25 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 34.21 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ทั้งเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย หลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีสัญญาณอ่อนแอ ซึ่งยิ่งกระตุ้นการคาดการณ์ของตลาดว่า เฟดคงกำลังใกล้ที่จะยุติวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานเดือนก.พ. ของสหรัฐฯ ล่าสุด ปรับลดลง 632,000 ตำแหน่ง ไปอยู่ที่ 9.9 ล้านตำแหน่ง (ต่ำว่าตลาดคาดที่ 10.4 ล้านตำแหน่ง และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่พ.ค. 2564) ขณะที่ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.พ. หดตัวลง 0.7% MoM (ตลาดคาดที่ -0.5% MoM)

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ คาดไว้ที่ 33.90-34.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยตลาดรอติดตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติและสกุลเงินเอเชีย ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนมี.ค. ของยูโรโซนและอังกฤษ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ดัชนี ISM และ PMI ภาคบริการเดือนมี.ค.