
เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ฯ
เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามกระแสสกุลเงินในฝั่งเอเชีย รับอานิสงส์จากการแข็งค่าของเงินหยวน สัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 16-20ม.ค.2566 คาดกรอบไว้ที่ 32.70-33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ
เงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 33.00 ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 10 เดือนครั้งใหม่ที่ 32.95 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะกลับมาปิดตลาดที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามกระแสสกุลเงินในฝั่งเอเชีย ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการแข็งค่าของเงินหยวน (จากความหวังในการทยอยเปิดประเทศของจีน)
และเงินเยน (จากคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจปรับท่าทีในการดำเนินนโยบายการเงิน)
ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ยังคงเผชิญแรงเทขาย หลังสัญญาณชะลอตัวของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หนุนให้ตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25% ในการประชุม FOMC วันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. นี้
นอกจากนี้ ทิศทางที่แข็งค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับสัญญาณฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีสถานะเป็น Net inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 3,836 ล้านบาท และซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องที่ 517.46 ล้านบาท
ส่วนค่าเฉลี่ย Indicative forward points ของธุรกรรมระยะ 3 เดือนสำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 50-200 ล้านบาทต่อปี
รายงานข้อมูล ณ 10.00 น. วันที่ 13 มกราคม 2566 โดยธปท. อยู่ที่ -31.22 สำหรับผู้ส่งออก (ขายเงินดอลลาร์ฯ ล่วงหน้า) และที่ -27.12 สำหรับผู้นำเข้า (ซื้อเงินดอลลาร์ฯ ล่วงหน้า)
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 16-20ม.ค.2566 คาดไว้ที่ 32.70-33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ขณะที่ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม BOJ การประกาศอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และการเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชีย
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ยอดขายบ้านมือสองเดือนธ.ค. ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดนิวยอร์ก
และผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดฟิลาเดลเฟียเดือนม.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และ Beige Book ของเฟด นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามจีดีพีไตรมาส 4/65 และตัวเลขเศรษฐกิจเดือนธ.ค. ของจีน รวมถึงอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนและอังกฤษเดือนธ.ค. ด้วยเช่นกัน







