
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ ที่ระดับ 34.62 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาทยังคงมีแนวโน้มเคลื่อนไหว Sideways ควรระมัดระวังความผันผวนของตลาดค่าเงินในช่วงปลายปี ผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็รอจังหวะซื้อเงินดอลลาร์อยู่
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.62 บาทต่อดอลลาร์ "ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดวันก่อนหน้า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่าแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังคงมีแนวโน้มเคลื่อนไหว Sideways อาจพอได้แรงหนุนในฝั่งแข็งค่าบ้าง
ตามความหวังการเปิดประเทศจีน ซึ่งอาจสะท้อนผ่านแรงซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ (ในวันก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิกว่า 4.5 พันล้านบาท)
อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทอาจไม่แข็งค่าหลุดแนวรับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปไกลมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็รอจังหวะซื้อเงินดอลลาร์อยู่
หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น อีกทั้ง การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ทั่วโลก โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ระยะยาว ก็อาจหนุนให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรการถือบอนด์ระยะยาวของไทยได้เช่นกัน
นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระมัดระวังความผันผวนของตลาดค่าเงินในช่วงปลายปี ซึ่งธุรกรรมในตลาดอาจเบาบางลงมาก ทำให้ค่าเงินสามารถเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบที่กว้างได้
การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนถึงความจำเป็นของการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น
ทำให้เราคงแนะนำ ผู้ประกอบการควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ Options ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงได้ดีในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก
มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.50-34.70 บาท/ดอลลาร์
ตลาดการเงินในฝั่งสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน โดยในช่วงแรกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้ท่ามกลางความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
จากแนวโน้มการเปิดประเทศได้เร็วกว่าคาด ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวสูงขึ้น (Exxon Mobil +1.4%, Chevron +1.3%) ตามแนวโน้มความต้องการใช้พลังงานในจีนที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นได้
อย่างไรก็ดี ภาวะเปิดรับความเสี่ยงดังกล่าวของตลาดได้หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 3.85% ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคฯ
และหุ้นสไตล์ Growth ที่อ่อนไหวกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์/อัตราดอกเบี้ย ปรับตัวลงแรง อาทิ Nvidia -7.1%, Amazon -2.6% กดดันให้ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลงกว่า -1.38% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.41%
ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 รีบาวด์ขึ้น +0.13% หนุนโดยแนวโน้มทางการจีนเดินหน้าเปิดประเทศได้เร็วกว่าคาด ส่งผลให้หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะหุ้นสินค้าแบรนด์เนมต่างปรับตัวสูงขึ้น (Dior +2.4%, Hermes +2.0%)
อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปยังคงถูกกดดันจากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปอาจชะลอตัวลงหนักในปี 2023 ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ฝั่งยุโรปตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดก็กดดันให้หุ้นกลุ่มเทคฯ ย่อตัวลงบ้าง (ASML -1.3%)
ฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงท้ายของการซื้อขาย
โดยล่าสุด ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 104.1 จุด ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์มากนักในช่วงปลายปี หากไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระทบตลาด
อาทิ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีกว่าคาดมาก จนตลาดกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เงินดอลลาร์ก็อาจเคลื่อนไหวในกรอบ sideways ต่อ
ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ทำให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ.) ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้านแถว 1,840 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปได้
แต่เรามองว่าผู้เล่นในตลาดบางส่วน อาจรอทยอยขายทำกำไรทองคำ หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นใกล้โซนแนวต้าน โดยโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำอาจจะช่วยหนุนการแข็งค่าของเงินบาทได้
สำหรับวันนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจอาจมีไม่มากนัก ทำให้ตลาดการเงินอาจเคลื่อนไหวไปตามบรรยากาศในตลาดการเงิน ซึ่งในช่วงนี้ตลาดเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-On) จากความหวังการเปิดประเทศจีน
อย่างไรก็ดี เรามองว่าการเปิดประเทศจีนในช่วงที่ยอดผู้ติดเชื้อยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจมีความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง เนื่องจากทางการจีนมีวิธีการรับมือการระบาดของ COVID-19 ที่แตกต่างจากหลายๆ ประเทศที่สามารถเปิดประเทศได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.60-34.62 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (8.45 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 34.61 บาทต่อดอลลาร์ฯ
โดยเงินบาท (และสกุลเงินเอเชียบางส่วน) เคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังจากที่แข็งค่าขึ้นรับความหวังเรื่องจีนเปิดประเทศไปแล้วเมื่อวานนี้
ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงประคองกลับจากการฟื้นตัวกลับขึ้นมาของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เนื่องจากตลาดยังคงอยู่ระหว่างการประเมินแนวโน้มของเฟด ซึ่งจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปในช่วงต้นปีหน้า
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 34.55-34.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ
โดยปัจจัยที่ต้องติดตามจะอยู่ที่ทิศทางฟันด์โฟลว์และสกุลเงินเอเชีย สถานการณ์โควิดในจีน รวมถึงข้อมูลยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนพ.ย. ของสหรัฐฯ







