

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ไร้ความแน่นอน นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL ได้เปิดเผยถึงทิศทางและกลยุทธ์ขององค์กรที่มุ่งเน้นการปรับตัวให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นายสาระกล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพคนไทยโดยตรง และการเกิดขึ้นของโรคอุบัติใหม่ที่ทำให้พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
สิ่งเหล่านี้ทำให้แนวทางการบริหารจัดการองค์กรต้องเปลี่ยนจากการมองระยะยาวเพียงอย่างเดียว มาเป็นการบริหารจัดการที่ “สั้นลงและกระชับขึ้น” เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับใหม่ (New Business Premium) เติบโตขึ้นถึง 10% ขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Linked) มีอัตราการเติบโตโดดเด่นถึง 249% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อบริษัท
“หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเมืองไทยประกันชีวิตในยุคนี้คือ การนำเรื่องความยั่งยืน หรือ ESG (Environmental, Social, and Governance) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอในการทำธุรกิจ ESG จึงไม่ใช่เพียงการจัดทำงบประมาณเพื่อกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นครั้งคราว แต่ต้องถูกสอดแทรกอยู่ในทุกมิติของการดำเนินงาน”นายสาระกล่าว
ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) บริษัทให้ความสำคัญตั้งแต่การบริหารจัดการสินทรัพย์ลงทุนที่มีมูลค่ากว่า 690,000 ล้านบาท โดยจะพิจารณาหลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง แม้แต่การจัดการอาคารสำนักงานของเมืองไทยประกันชีวิตที่ต้องได้รับมาตรฐาน LEED เพื่อตอบโจทย์คู่ค้าและผู้เช่าที่เป็นบริษัทข้ามชาติ ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนเป็นอันดับต้นๆ
ขณะที่ด้านธรรมาภิบาล (Governance) บริษัทมุ่งเน้นความโปร่งใสและการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด จนได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Fitch Ratings ในระดับ A (International) และ AAA (Domestic) พร้อมทั้งได้รับคะแนน ESG Rating ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low Risk) ที่ระดับ 19.9 จาก Morningstar Sustainalytics ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการจัดการในระดับสากล
ในมิติของ สังคม (Social) เมืองไทยประกันชีวิตมุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบประกันภัย โดยเฉพาะในยุคสังคมผู้สูงอายุที่ความต้องการความคุ้มครองสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นแต่มีข้อจำกัดด้านเบี้ยประกัน
นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพ (Health Literacy) เพื่อลดพฤติกรรมการใช้บริการทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็น (Fraud, Waste, and Abuse - FWA) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ของไทยพุ่งสูงถึง 10.8% ในปีนี้ โดยหากสามารถบริหารจัดการส่วนนี้ได้จะช่วยให้เบี้ยประกันสุขภาพมีความเหมาะสมและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนและการเงินภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS 17 ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ทำให้บริษัทประกันต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้านกำไร โดยกำไรจะถูกทยอยรับรู้ผ่านมูลค่าบริการตามสัญญา (CSM) และหากมีการขายผลิตภัณฑ์ที่คาดว่า จะขาดทุนจะต้องรับรู้ผลขาดทุนทันที
ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการเลือกขายผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าในระยะยาวและสะท้อนความแข็งแกร่งของบริษัทเป็นหลัก มากกว่าการแข่งขันกันที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทยังคงรักษาระดับความแข็งแกร่งของเงินกองทุน (CAR Ratio) ไว้สูงกว่า 350% ซึ่งถือเป็นบัฟเฟอร์ที่เพียงพอต่อความผันผวนของตลาดในอนาคต
ในส่วนของนโยบายการลงทุน บริษัทได้เริ่มศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใหม่ๆ เช่น Private Equity, Private Credit และ Hedge Fund ภายใต้เกณฑ์ Proportionality ของ คปภ. เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอท่ามกลางสภาวะดอกเบี้ยและตลาดทุนที่ผันผวน
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น ประกันชีวิตแบบ 99/5 ที่ให้สิทธิประโยชน์ในช่วงเกษียณตอนอายุ 65 ปี หรือประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายที่เลือกความรับผิดชอบส่วนแรกได้ เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและรูปแบบชีวิตของลูกค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,172 วันที่ 5 - 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569