thansettakij
thansettakij
ศึกทรัพย์พร้อมขาย BAM–AMC แข่งหนัก แย่งเค้กกำไรหมื่นล้าน

ศึกทรัพย์พร้อมขาย BAM–AMC แข่งหนัก แย่งเค้กกำไรหมื่นล้าน

30 ต.ค. 69 | 11:15 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ต.ค. 69 | 12:18 น.

BAM ปรับเกมบริหารหนี้เสีย เร่งปิดหนี้หมุนทรัพย์พร้อมขาย รับศึกแข่งเดือด AMC แย่งเค้กกำไรหมื่นล้าน เลือกซื้อทรัพย์ตามดีมานด์ เร่งขยาย JV มุ่งสร้างกำไรสุทธิ

KEY

POINTS

  • ตลาดบริหารสินทรัพย์ (AMC) มีการแข่งขันสูงจากปริมาณหนี้เสียและทรัพย์รอขายจำนวนมากที่สวนทางกับกำลังซื้อ ทำให้ผู้ประกอบการต้องแย่งกันซื้อหนี้และเร่งระบายทรัพย์สินเพื่อทำกำไร
  • BAM ปรับกลยุทธ์มารับมือการแข่งขันโดยเน้นการเร่งปิดหนี้และขายทรัพย์ให้เร็วขึ้น ยอมลดกำไรต่อชิ้นเพื่อเพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนเงินทุน ผ่านโครงการช่วยเหลือลูกหนี้และส่งเสริมการขาย
  • เปลี่ยนแนวทางการลงทุนจากการซื้อหนี้เหมาเป็นการเลือกซื้อสินทรัพย์ตามความต้องการของตลาดและนักลงทุนมากขึ้น (Book Building) เพื่อให้มีผู้ซื้อรองรับชัดเจนและลดความเสี่ยง
  • ขยายเครือข่ายกิจการร่วมทุน (JV AMC) กับธนาคารต่างๆ เพื่อแบ่งส่วนตลาดในการบริหารหนี้ โดยให้บริษัทแม่เน้นจัดการหนี้ขนาดใหญ่ และให้ JV บริหารหนี้รายย่อยจากธนาคารพันธมิตร

บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เป็นกลไกสำคัญในการรับโอนหนี้เสียจากสถาบันการเงินมาปรับโครงสร้าง เจรจาหาข้อยุติกับลูกหนี้ และนำทรัพย์สินกลับมาใช้ประโยชน์ แต่การมีหนี้เข้าสู่ระบบบริหารมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะเติบโตได้ง่าย เมื่อทรัพย์ที่รอขายมีจำนวนมาก ขณะที่กำลังซื้อและความสามารถเข้าถึงสินเชื่อของผู้ซื้อยังเป็นข้อจำกัด

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ประเมินในการแถลงข่าววันที่ 30 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดมีทรัพย์รอการฟื้นฟูและจำหน่ายประมาณ 500,000 รายการ เทียบกับความต้องการซื้อภายในประเทศประมาณ 100,000 หลัง ตัวเลขโดยประมาณดังกล่าวสะท้อนโจทย์ทรัพย์สะสมที่ผู้ประกอบการต้องเร่งหาทางระบาย ควบคู่กับการสร้างผู้ซื้อกลุ่มใหม่

"ปัจจุบันหนี้เสีย หรือ NPL ในระบบมีอยู่ราว ๆ 9 แสนล้านบาท ส่วนสินเชื่อผิดชำระไม่เกิน 3 เดือน หรือ SM ราว 1.7 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้น Supply มีค่อนข้างมาก ส่วนดีมานต์จาก AMC 98 แห่งจำกัด นี่คือสาเหตุที่ BAM สามารถเข้าซื้อใหม่ได้ไม่มาก"

ท่ามกลางผู้ประกอบการ AMC ที่ผู้บริหารระบุว่ามี 98 แห่ง การแข่งขันจึงครอบคลุมทั้งการซื้อหนี้ในต้นทุนที่เหมาะสม ความสามารถแก้หนี้ และการเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นเงินกลับมา บริษัทที่ซื้อหนี้ได้มากอาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม หากไม่สามารถหาข้อยุติหรือขายทรัพย์ได้ตามเวลา

สำหรับ BAM หนึ่งใน AMC รายใหญ่ของไทย คำตอบของโจทย์นี้คือการปรับวิธีดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ยอมลดหนี้เพื่อเร่งปิดบัญชี เพิ่มช่องทางขายทรัพย์ ไปจนถึงเลือกซื้อสินทรัพย์ตามความต้องการของนักลงทุน พร้อมให้น้ำหนักกับกำไรสุทธิในการประเมินผลดำเนินงานมากขึ้น

เร่งจบหนี้–ขายทรัพย์ ลดเวลาทุนจม

ดร.รักษ์ อธิบายแนวทางบริหารสินทรัพย์ว่า BAM ต้องการลดระยะเวลาถือครอง โดยยกตัวอย่างการทำส่วนต่างกำไรประมาณ 30% และขายออกภายใน 12–18 เดือน เทียบกับการถือสินทรัพย์ยาวนานเพื่อรอส่วนต่างกำไรที่สูงกว่า แต่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรับรู้ผลตอบแทน

สาระของแนวทางนี้อยู่ที่การเพิ่มความเร็วในการใช้เงินทุน เพราะผลตอบแทนจากทรัพย์หนึ่งชิ้นต้องพิจารณาควบคู่กับระยะเวลาถือครอง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างรอขาย การยอมรับส่วนต่างกำไรที่เหมาะสมแล้วนำเงินกลับมาลงทุนใหม่ จึงเป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตที่ BAM ต้องการผลักดัน

ในฝั่งหนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL โครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” เปิดทางเลือกให้ลูกหนี้ปิดบัญชีด้วยส่วนลดเงินต้นสูงสุด 30% หรือผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ย 0% ในช่วง 3 ปีแรก และผ่อนได้นานสูงสุด 10 ปี ตามเงื่อนไขโครงการ

โครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM”

ข้อมูลในเอกสารประกอบการแถลงข่าวระบุว่า โครงการมียอดอนุมัติช่วยเหลือกว่า 182.5 ล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้ 142 ราย และมีอัตราความสำเร็จ 8% เทียบกับรูปแบบเดิมที่ 1.46% ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความสามารถของลูกหนี้ช่วยเพิ่มโอกาสหาข้อยุติได้ แม้ยังต้องติดตามการชำระเงินจริงและความต่อเนื่องในการผ่อนชำระ

ส่วนโครงการ “แลกทรัพย์ ลดหนี้” จะเริ่มทดลองกับลูกหนี้ในพอร์ตประมาณ 50 ราย โดยเน้นกลุ่มที่มีมูลค่าทรัพย์สูงกว่าเงินต้นของหนี้ เปิดทางให้นำทรัพย์เดิมมาเข้าสู่กระบวนการปิดหนี้ และเปลี่ยนไปถือครองทรัพย์ของ BAM ที่มีมูลค่าเหมาะสมกว่า ภายใต้การประเมินและเงื่อนไขของบริษัท

แนวทางนี้มีโอกาสช่วยให้ลูกหนี้ลดภาระโดยยังมีที่อยู่อาศัย ขณะที่ BAM สามารถเร่งหาข้อยุติของบัญชีหนี้และเพิ่มโอกาสจำหน่ายทรัพย์ในพอร์ต อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลทางธุรกิจจะขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสามารถขายต่อของทรัพย์ที่บริษัทรับเข้ามาด้วย

โครงการ “แลกทรัพย์ ลดหนี้”

 

สำหรับทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA โครงการ “ทรัพย์มหาชนพลัส+” มียอดขาย 2,157.3 ล้านบาท จำนวน 1,778 รายการ ตามข้อมูล ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 โดยเปิดโอกาสซื้อบ้านมูลค่าสูงสุด 5 ล้านบาท จอง 1,000 บาท และเริ่มผ่อน 500 บาทต่อเดือน พร้อมดอกเบี้ย 0% ในปีแรก ตามเงื่อนไขที่กำหนด

BAM ยังเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้ซื้อผ่านโครงการบ้านเพื่อ(น)คนทำงาน การขายคอนโดมิเนียมให้ชาวต่างชาติ และการประมูลทรัพย์ขนาดใหญ่ ขณะที่ e-Marketplace เป็นช่องทางเชื่อมทรัพย์ของบริษัทและพันธมิตรเข้ากับผู้ซื้อและบริการทางการเงิน

โครงการ “ทรัพย์มหาชนพลัส+”

โครงการบ้านเพื่อ(น)คนทำงาน

 

BAM วางเป้าหมายกำไรสุทธิจาก 3 แคมเปญที่กล่าวถึงในการแถลงข่าวไว้ประมาณ 150 ล้านบาทในกรณีฐาน และต้องการผลักดันให้ถึง 250 ล้านบาทในไตรมาสสุดท้ายของปี ตัวเลขนี้ยังเป็นเป้าหมายที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลดำเนินงานจริง

"ตั้งแต่ปี 2570 จะให้น้ำหนักการสื่อสารเป้าหมายที่กำไรสุทธิมากขึ้น เนื่องจากผลเรียกเก็บที่สูงไม่ได้ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันเสมอไป การเปลี่ยนจุดเน้นดังกล่าวจึงทำให้ต้นทุนซื้อหนี้ ระยะเวลาถือครอง และค่าใช้จ่ายในการบริหาร กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการประเมินความสำเร็จของ BAM"

 

คัดหนี้ตามผู้ซื้อ เติมพอร์ตใหญ่แทนซื้อเหมากอง

การเร่งระบายทรัพย์ไม่ได้หมายความว่า BAM ต้องการลดขนาดพอร์ตลงต่อเนื่อง ดร.รักษ์ ระบุว่า บริษัทต้องการรักษาจำนวนทรัพย์ในพอร์ตไว้ไม่ต่ำกว่าประมาณ 24,000 รายการ โดยซื้อหนี้หรือรับทรัพย์เข้ามาทดแทนส่วนที่จำหน่ายออกไป

ธุรกิจหลักของ BAM ประกอบด้วยการบริหาร NPL และ NPA โดยทรัพย์รอการขายครอบคลุมบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องชุด อาคารพาณิชย์ ที่ดิน และทรัพย์เพื่อธุรกิจ ส่วนในพอร์ตหนี้ ผู้บริหารระบุว่าประมาณ 70% เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทให้ความสำคัญกับการแก้หนี้ควบคู่กับการจัดการบ้านและหลักประกัน

อย่างไรก็ดี ทิศทางการลงทุนใหม่จะเลือกสินทรัพย์มากขึ้น โดยบริษัทแม่มุ่งเน้นหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEs ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะให้น้ำหนักกับรายการขนาดใหญ่ ขณะที่หนี้ที่อยู่อาศัยมูลค่าต่ำกว่า 15 ล้านบาทจะให้กิจการร่วมทุนเข้ามามีบทบาทรับซื้อ ตามการแบ่งงานที่วางไว้

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 BAM ประเมินว่ามีเงินลงทุนสำหรับซื้อหนี้ก้อนใหญ่อีกประมาณ 1,000 ล้านบาท รองรับมูลหนี้ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเป็นลูกหนี้ไม่เกิน 5 ราย สะท้อนการเลือกลงทุนเป็นรายดีลมากขึ้น

สำหรับปี 2570 บริษัทเตรียมรวบรวมความต้องการของนักลงทุนล่วงหน้า หรือทำ Book Building เพื่อทราบว่าผู้ซื้อสนใจสินทรัพย์ประเภทใด ก่อนนำข้อมูลไปประกอบการคัดซื้อหนี้และหลักประกันเข้าพอร์ต โดยมีความสนใจประเภท โรงแรม อาคารสำนักงาน และสนามกอล์ฟ

"วิธีนี้ช่วยให้การซื้อหนี้มีปลายทางชัดเจนขึ้น ลดโอกาสรับสินทรัพย์เข้ามาแล้วต้องใช้เวลานานในการหาผู้ซื้อ แต่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับราคาที่ซื้อได้ และความพร้อมของนักลงทุนเมื่อถึงเวลาปิดธุรกรรม"

อีกแนวทางคือการแบ่งกองหนี้ขายต่อให้ AMC รายอื่นที่ขนาดกองประมาณ 300–500 ล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่มีความถนัดเฉพาะด้านเข้ามาบริหารต่อ BAM จึงมีโอกาสใช้ข้อได้เปรียบด้านขนาดในการจัดหาหนี้ แล้วกระจายสินทรัพย์ไปยังผู้บริหารที่เหมาะสม

แผนดังกล่าวทำให้พอร์ตในอนาคตของ BAM มีลักษณะเลือกลงทุนตามความเชี่ยวชาญและความต้องการของตลาดมากขึ้น พร้อมเพิ่มช่องทางหมุนเวียนหนี้ออกจากบริษัท นอกเหนือจากการเจรจากับลูกหนี้หรือขายหลักประกันด้วยตัวเอง

 

ขยาย JV AMC แบ่งงานบริษัทแม่–ร่วมทุน

กลไกสำคัญที่รองรับการจัดพอร์ตใหม่คือกิจการร่วมทุนบริหารสินทรัพย์ หรือ JV AMC ซึ่ง BAM จัดตั้งร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อรับโอนหนี้มาบริหารภายใต้บริษัทที่มีบทบาทและกลุ่มลูกหนี้เฉพาะ

สองกิจการที่ดำเนินงานแล้ว ได้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ ARI AMC ซึ่งร่วมทุนกับธนาคารออมสิน และบริษัท บริหารสินทรัพย์ อรุณ จำกัด หรือ ARUN AMC ซึ่งร่วมทุนกับธนาคารกสิกรไทย โดย BAM ถือหุ้น 50% ในแต่ละบริษัท ตามข้อมูลการจัดตั้งที่บริษัทเปิดเผย

ARI มีบทบาทรับบริหารหนี้จากออมสิน ครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยและ SMEs รวมถึงหนี้ที่มีและไม่มีหลักประกัน ส่วน ARUN รองรับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากกสิกรไทย ทั้งลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจ

"BAM จะมีกิจการร่วมทุนเพิ่มอีก 2 แห่งช่วงต้นเดือนธันวาคม 2569 และอีก 1 แห่งภายในไตรมาสแรกของปี 2570 หากเป็นไปตามแผนจะทำให้เครือข่าย JV AMC เพิ่มจาก 2 แห่งเป็น 5 แห่ง"

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

ดร.รักษ์ คาดว่า ARI และ ARUN จะได้รับโอนกองหนี้เพิ่มเติมภายในสิ้นปี 2569 พร้อมประเมินกำไรสุทธิของ ARI ในปีนี้ไว้มากกว่า 200 ล้านบาท และ ARUN ประมาณ 150 ล้านบาทขึ้นไป ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการของแต่ละกิจการร่วมทุน จึงต้องแยกจากส่วนแบ่งกำไรที่ BAM จะรับรู้ตามสัดส่วนการถือหุ้น

ในเชิงกลยุทธ์ JV AMC ช่วยให้ BAM วางบทบาทบริษัทแม่และกิจการร่วมทุนต่างกันได้ โดยบริษัทแม่เน้นหนี้ธุรกิจและดีลขนาดใหญ่ ขณะที่กิจการร่วมทุนรองรับการบริหารหนี้ตามฐานลูกค้าของธนาคารพันธมิตร พร้อมเพิ่มความต่อเนื่องในการรับโอนหนี้เข้ามาบริหาร

ความสัมพันธ์กับธนาคารผ่านการร่วมทุนยังเอื้อต่อการวางแผนจัดหาหนี้และกำหนดแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ร่วมกัน แต่การเพิ่มจำนวนบริษัทเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ความสำเร็จ สิ่งที่ต้องติดตามคือราคาหนี้ที่รับโอน ต้นทุนบริหาร ความเร็วในการหาข้อยุติ และกำไรที่ส่งกลับมายังผู้ถือหุ้น

การปรับตัวของ BAM จึงมีโจทย์สำคัญอยู่ที่การทำให้หนี้และทรัพย์หมุนเวียนได้เร็วขึ้น โดยรักษาคุณภาพของพอร์ตที่รับเข้ามา หากการคัดซื้อ การแบ่งงานกับ JV AMC และการขยายผู้ซื้อทำงานเชื่อมต่อกันได้ เป้าหมายการวัดผลด้วยกำไรสุทธิก็จะมีผลดำเนินงานรองรับชัดเจนขึ้น