thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ รุกแก้หนี้เสีย SME จ่อลดเงินนำส่งแบงก์รัฐ ดัน AMC ช่วยธุรกิจไปต่อ

‘เอกนิติ’ รุกแก้หนี้เสีย SME จ่อลดเงินนำส่งแบงก์รัฐ ดัน AMC ช่วยธุรกิจไปต่อ

‘เอกนิติ’ รุกแก้หนี้เสีย SME 9.5% จ่อลดเงินนำส่งแบงก์รัฐ ขยายโมเดล ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ถึงลูกหนี้แบงก์รัฐ ดันตั้ง AMC ช่วยธุรกิจไปต่อ

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังเตรียมลดเงินนำส่งของธนาคารรัฐเข้ากองทุนฯ เพื่อสนับสนุนโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ SME ที่เป็นลูกค้าของธนาคารรัฐ
  • มีแนวคิดในการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ทั้งการจัดตั้งใหม่หรือใช้ AMC ที่มีอยู่เดิม เข้ามาบริหารจัดการหนี้เสีย โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจต่อไปได้
  • มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสีย (NPL) ของกลุ่ม SME ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงถึง 9.5% ซึ่ง ธปท. ชี้ว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้เสียของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า กระทรวงการคลังได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงแนวทางการเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้เสีย SME โดยเตรียมขยายแนวทางการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ไปยังกลุ่มลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ

จ่อลดเงินนำส่งแบงก์รัฐ อุ้มลูกหนี้ SME

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการเดินหน้าโครงการดังกล่าว กระทรวงการคลังเตรียมลดเงินนำส่ง เข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIF) เหมือนกับการเดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเคยดำเนินการร่วมกับธนาคารเอกชน โดยลดเงินนำส่งจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาเป็นต้นแบบในการช่วยเหลือลูกหนี้ 

“เราเคยทำโครงการนี้สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 และได้มีการโอนหนี้มาที่บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำเพิ่มเติม คือ ในฝั่งของแบงก์รัฐ เพราะโครงการดังกล่าวดำเนินการดูแลจากธนาคารพาณิชย์ที่ใช้เงินนำส่งจาก FIDF แต่เราจะลดเงินนำส่งของกองทุนแบงก์รัฐ เพื่อมาดูแลโครงการลักษณะคล้ายปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

เปิดทางตั้ง AMC ใหม่ หรือใช้ของเดิม

นายเอกนิติ กล่าวว่า การบริหารจัดการหนี้เสีย SME ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อาจดำเนินการได้หลายรูปแบบ โดยหนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณา คือ การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ขึ้นมาใหม่ เพื่อรับโอนและบริหารจัดการหนี้เสียโดยเฉพาะ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ขณะเดียวกัน ยังสามารถใช้ AMC ที่แต่ละธนาคารรัฐมีอยู่เดิมเข้ามารับผิดชอบบริหารจัดการหนี้ได้เช่นกัน โดยเป้าหมายสำคัญไม่ได้มุ่งเพียงการเร่งตัดหนี้เสียออกจากระบบ แต่ต้องการปรับโครงสร้างหนี้และเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพสามารถกลับมาประกอบธุรกิจและสร้างรายได้เพื่อชำระหนี้ได้ต่อไป

ธปท.ชี้ SME หนี้เสียสูง 9.5%

ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและหนี้ SME ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข แต่สถานการณ์ในภาพรวมมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเคยขึ้นไปแตะระดับประมาณ 95% ในช่วงปี 2564-2565 ปัจจุบันลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 87%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
แม้ระดับดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม แต่การลดลงอย่างต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณว่าการแก้ไขปัญหาหนี้กำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ขณะที่ปัญหาหนี้เสียในกลุ่ม SME ยังคงเป็นโจทย์สำคัญ โดยปัจจุบัน SME มีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ประมาณ 9.5% สูงกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มี NPL ต่ำกว่า 2% อย่างมีนัยสำคัญ

ธปท.จึงมองว่าปัญหาสินเชื่อ SME เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการด้านการเงิน การค้ำประกันสินเชื่อ การปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต

SMEs Credit Boost ปล่อยสินเชื่อแล้ว 4.7 หมื่นล้าน

หนึ่งในมาตรการที่ ธปท.ผลักดันเพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านสินเชื่อ SME คือโครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งเป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ โดยนำเงินจาก FIDF มาใช้ช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงิน

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับ SME ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียว

ล่าสุด SMEs Credit Boost สามารถปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการแล้วกว่า 47,000 ล้านบาท และ ธปท.เตรียมนำผลจากการทดสอบโครงการดังกล่าวเสนอต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาปรับปรุงระบบการค้ำประกันสินเชื่อของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขยาย “ปิดหนี้ไว” ช่วยรายย่อย 2 แสนราย

สำหรับโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเป็นความร่วมมือในการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท มีเป้าหมายสำคัญในการลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้เงินที่ลูกหนี้นำมาชำระสามารถตัดเงินต้นได้มากขึ้น และช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดบัญชีหนี้ได้เร็วขึ้น

ธปท.ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยประมาณ 200,000 รายในปี 2569 และเพิ่มเป็น 300,000 รายในปี 2570

“พักทรัพย์ พักหนี้” ธุรกิจใหญ่ยืดถึงปี 2570

นอกจาก SME และลูกหนี้รายย่อยแล้ว ธปท.ยังได้ขยายมาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ออกไปจนถึงสิ้นปี 2570 เพื่อเปิดเวลาให้ธุรกิจที่ยังมีศักยภาพสามารถฟื้นตัว และมีโอกาสซื้อคืนทรัพย์สินที่เคยโอนมาเพื่อชำระหนี้ได้

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบการเงินไทยกำลังเน้นการ “ประคองลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ” มากกว่าการเร่งบังคับขายทรัพย์หรือเร่งตัดหนี้ออกจากระบบเพียงอย่างเดียว