thansettakij
thansettakij
'นักบิดหนี้' เกลื่อนเมือง เหตุจากกฎหมายใจดีกับลูกหนี้ ระวังระบบล้มเป็นโดมิโน่

'นักบิดหนี้' เกลื่อนเมือง เหตุจากกฎหมายใจดีกับลูกหนี้ ระวังระบบล้มเป็นโดมิโน่

06 ส.ค. 69 | 04:02 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ส.ค. 69 | 04:16 น.

นักวิชาการด้านการเงินชี้จุดอ่อนกฎหมายเอื้อลูกหนี้ เปิดช่อง "นักบิดหนี้" ฉวยโอกาส เบี้ยวหนี้โดยไม่หวั่นถูกฟ้อง เตือนหากปล่อยปัญหาบานปลาย เสี่ยงกระทบ Virtual Bank พังทั้งระบบ สูญเสียโอกาสของ SME ผู้ฝากเงิน และประชาชนทั้งประเทศ

KEY

POINTS

  • ปรากฏการณ์ "นักบิดหนี้" หรือการจงใจไม่ชำระหนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากช่องโหว่ของกฎหมายที่คุ้มครองลูกหนี้มากเกินไป ทำให้คนไม่เกรงกลัวการถูกฟ้องร้อง
  • พฤติกรรมการเบี้ยวหนี้ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) อาจสร้างความเสี่ยงเชิงระบบแบบโดมิโน่ เนื่องจากธนาคารใช้เงินฝากของประชาชนมาปล่อยสินเชื่อ หากเกิดหนี้เสียจำนวนมากอาจกระทบเสถียรภาพการเงินทั้งประเทศ
  • มีข้อเสนอให้พัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินให้ครอบคลุมมากกว่าเครดิตบูโร โดยรวมถึงประวัติการถูกดำเนินคดี เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงและสร้างวินัยทางการเงินให้ประชาชน

จากกระแสในโซเชียลมีเดียที่กลุ่มผู้ได้รับสินเชื่อด่วนจากCLICX Virtual Bank ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) รายแรกของไทย แสดงเจตนาจะไม่ชำระหนี้คืน ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 CLICX ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ธนาคารมีความจำเป็นต้อง 'ปิดรับสมัครสินเชื่อเป็นการชั่วคราว' เพื่อบริหารจัดการคำขอที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก พร้อมเร่งดำเนินการพิจารณาคำขอที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด แต่ยังคงยึดหลักการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบและรับผิดชอบเช่นเดิม

ศ.ดร. อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ปัญหาลูกหนี้มีเจตนาไม่ชำระหนี้คือ หรือ “บิดหนี้” ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากสภาพเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองลูกหนี้มากกว่าที่ควร จนกลายเป็นแรงจูงใจให้บางคนจงใจผิดนัดชำระหนี้

กฎหมายเอื้อลูกหนี้ จนบางคนเลือก "บิด"

ศ.ดร. อาณัติ กล่าวว่า ปัจจุบันคนบางกลุ่มเชื่อว่าหากปล่อยให้เจ้าหนี้ฟ้องศาล ผลเสียอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด โดยยกตัวอย่างว่ามีแนวคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งตามความเห็นของตน ทำให้เกิดการรับรู้ว่าหากคดีเข้าสู่ศาล ดอกเบี้ยอาจถูกลดลงจากที่เรียกเก็บในสัญญา จนกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้บางคนมองว่าการถูกฟ้องไม่ได้เป็นเรื่องน่ากลัว

“แนวคิดที่ไม่กลัวการดำเนินคดีหากเกิดการฟ้องร้องนี้ ส่งผลต่อวินัยทางการเงินของประชาชน และทำให้เกิดพฤติกรรมรู้มาก ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเอง” ศ.ดร. อาณัติ กล่าว

เงินเดือนไม่ถึง 20,000 บาท เจ้าหนี้หักไม่ได้

อีกหนึ่งประเด็นที่ ศ.ดร. อาณัติ ระบุว่าเป็นช่องโหว่สำคัญ คือ กฎหมายคุ้มครองการบังคับคดีจากเงินเดือน โดยปัจจุบันการอายัดเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ต้องเหลือรายได้ให้ลูกหนี้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน สำหรับใช้ในการดำรงชีพ

นั่นหมายความว่า หากลูกหนี้มีเงินเดือนเพียง 18,000 บาท แม้ศาลจะมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็ไม่สามารถอายัดเงินเดือนรายเดือนได้ ต้องรอเฉพาะช่วงที่ลูกหนี้ได้รับโบนัสหรือรายได้พิเศษเท่านั้น "คนที่รู้กฎหมายก็ยิ้ม เพราะรู้ว่าฟ้องไปก็หักเงินเดือนไม่ได้" ศ.ดร. อาณัติ กล่าว

นอกจากข้อจำกัดด้านกฎหมายแล้ว เจ้าหนี้ยังเผชิญต้นทุนในการติดตามทรัพย์สินของลูกหนี้ ศ.ดร. อาณัติ กล่าวว่า นักบิดหนี้จำนวนไม่น้อยเลือกโอนทรัพย์สินไปไว้กับญาติหรือบุคคลใกล้ชิด ทำให้การสืบทรัพย์ต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

แต่เมื่อมูลค่าหนี้อยู่เพียงระดับ 20,000-30,000 บาท การดำเนินคดีและสืบทรัพย์กลับไม่คุ้มต้นทุน เจ้าหนี้จำนวนมากจึงเลือกตัดหนี้สูญมากกว่าจะเดินหน้าฟ้องร้องจนถึงที่สุด

ฟ้องล้มละลายแทบเป็นไปไม่ได้

ศ.ดร. อาณัติ อธิบายว่า อีกข้อจำกัดสำคัญคือ พระราชบัญญัติล้มละลายกำหนดให้เจ้าหนี้สามารถยื่นฟ้องล้มละลายบุคคลธรรมดาได้ เมื่อมีมูลหนี้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปสูงกว่ามูลหนี้ของสินเชื่อรายย่อยอย่างมาก

ในขณะที่หนี้จากสินเชื่อดิจิทัลหรือสินเชื่อรายย่อยมักอยู่เพียงหลักหมื่นบาท จึงไม่เข้าเงื่อนไขการฟ้องล้มละลาย ทำให้มาตรการดังกล่าวไม่สามารถใช้ยับยั้งพฤติกรรมของนักบิดหนี้ได้

เสนอแชร์ข้อมูลมากกว่าเครดิตบูโร

เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว ศ.ดร. อาณัติ เสนอให้ภาครัฐพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานมากกว่าที่เป็นอยู่ ปัจจุบันสถาบันการเงินอาศัยข้อมูลจากเครดิตบูโรเป็นหลัก แต่ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลอื่นที่กฎหมายอนุญาต เช่น ข้อมูลการถูกดำเนินคดี การบังคับคดี หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการล้มละลาย เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ได้รอบด้านยิ่งขึ้น

ถ้าคนรู้ว่าประวัติเหล่านี้จะติดตัวไป และอาจถูกตรวจสอบได้เมื่อสมัครสินเชื่อหรือสมัครงาน ก็จะช่วยยับยั้งไม่ให้คิดเบี้ยวหนี้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนกับการบริหารความเสี่ยงของระบบการเงิน

เตือนบิดหนี้ Virtual Bank เสี่ยงระบบล้มเป็นโดมิโน

ศ.ดร. อาณัติ อธิบายว่า ความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ในระบบสินเชื่อดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายของผู้ปล่อยกู้รายใดรายหนึ่ง แต่สามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบการเงินทั้งประเทศ เนื่องจากรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Virtual Bank แตกต่างจากผู้ประกอบการสินเชื่อรายย่อยอย่างพิโกไฟแนนซ์

โดยพิโกไฟแนนซ์ใช้เงินทุนของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ขณะที่ Virtual Bank ระดมเงินฝากจากประชาชนมาเป็นแหล่งเงินทุนในการปล่อยสินเชื่อ พร้อมเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำเงินเข้ามาฝากและส่งเสริมการออม

แม้ว่าหากเกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้จำนวนมากจนกระทบต่อฐานะของ Virtual Bank ผู้ฝากเงินจะยังได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบของ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด แต่ภาระดังกล่าวไม่ได้หายไปจากระบบ

ศ.ดร. อาณัติ ระบุว่า เงินที่ใช้คุ้มครองผู้ฝากเงินมาจากเงินสมทบที่สถาบันการเงินทุกแห่งร่วมกันส่งเข้ากองทุนของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ดังนั้นหากเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างจนเงินกองทุนไม่เพียงพอ ธนาคารทั้งระบบอาจต้องรับภาระส่งเงินสมทบเพิ่มเติม

ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น เมื่อธนาคารมีต้นทุนสูงขึ้น ผลกระทบย่อมสะท้อนกลับมายังประชาชนในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หรือการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ก็อาจเกิดขึ้นได้

"หลายคนอาจคิดว่าปัญหาของสินเชื่อรายย่อยหรือ Virtual Bank เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่จริง ๆ แล้วระบบทั้งหมดเชื่อมโยงกัน หากเกิดความเสียหายจนลุกลาม ก็อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินทั้งประเทศ" ศ.ดร. อาณัติ กล่าวทิ้งท้าย