thansettakij
thansettakij
'ผยง' เตือนดราม่าเบี้ยวหนี้ CLICX อย่าเอาเปรียบทรัพยากรประเทศ

'ผยง' เตือนดราม่าเบี้ยวหนี้ CLICX ชี้ Digital Footprint ตรวจสอบได้

05 ส.ค. 69 | 08:20 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ส.ค. 69 | 08:22 น.

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เตือนกระแสเบี้ยวหนี้ CLICX เป็นการเอาเปรียบทรัพยากรสาธารณะ ชี้ Digital Footprint ตรวจสอบได้ พร้อมยกระดับคัดกรองผู้กู้และสร้าง Financial Literacy

KEY

POINTS

  • นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เตือนกระแสชวนเบี้ยวหนี้สินเชื่อ CLICX ว่าเป็นการเอาเปรียบระบบการเงินและเบียดบังทรัพยากรของผู้ฝากเงินและผู้เสียภาษี
  • เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ "รอยเท้าดิจิทัล" (Digital Footprint) เพื่อหาต้นตอว่ากระแสดังกล่าวเกิดจากความคึกคะนองหรือมีขบวนการมิจฉาชีพอยู่เบื้องหลัง
  • ย้ำว่าแม้จะใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณาสินเชื่อ แต่ผู้กู้ที่จงใจเบี้ยวหนี้จะไม่สามารถหลุดพ้นจากการติดตามของระบบได้

ประธานสมาคมธนาคารไทยส่งสัญญาณชัด หลังเกิดกระแสโซเชียลชวน "เบี้ยวหนี้" สินเชื่อ CLICX ระบุการจงใจเอาเปรียบระบบการเงินคือการเบียดบังทรัพยากรของผู้ฝากเงินและผู้เสียภาษี พร้อมชี้ต้องตรวจสอบ "รอยเท้าดิจิทัล" ว่าเป็นเพียงความคึกคะนอง หรือมีกลุ่มมิจฉาชีพอยู่เบื้องหลัง ย้ำการใช้ข้อมูลทางเลือกไม่ได้หมายความว่าผู้กู้จะหลุดพ้นจากการติดตาม

 

เตือนอย่าเอาเปรียบระบบการเงินไทย

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการชักชวนหรือโพสต์ข้อความในลักษณะประกาศ "เบี้ยวหนี้" หลังการเปิดให้บริการสินเชื่อผ่านธนาคารดิจิทัล CLICX ว่า การที่บุคคลจงใจเข้ามาเอาเปรียบระบบการเงิน ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น เพราะเป็นการใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างไม่เหมาะสม และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

นายผยงระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึงประมาณ 48% ขณะที่ผู้ที่อยู่ในระบบรายได้และยื่นแบบเสียภาษีมีเพียงประมาณ 12 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีจริงเพียงราว 5 ล้านคนเท่านั้น

 

ดังนั้น การที่มีคนบางกลุ่มตั้งใจใช้ช่องว่างของระบบเพื่อก่อหนี้โดยไม่ตั้งใจชำระคืน จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของสถาบันการเงิน แต่เป็นการเบียดบังทรัพยากรของผู้ฝากเงินและผู้เสียภาษี ซึ่งระบบจำเป็นต้องมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบและป้องกันพฤติกรรมดังกล่าว

 

ชี้ต้องตรวจสอบ Digital Footprint หาต้นตอกระแส

สำหรับกรณีการโพสต์ข้อความท้าทายหรือสร้างกระแสเรื่องการเบี้ยวหนี้บนโซเชียลมีเดีย นายผยงกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบ "รอยเท้าดิจิทัล" (Digital Footprint) เพื่อให้ทราบว่าเจ้าของบัญชีหรือผู้เผยแพร่ข้อมูลเป็นใคร และมีเจตนาเพียงความคึกคะนองส่วนบุคคล หรือมีกลุ่มบุคคลหรือขบวนการมิจฉาชีพ (Scammer) อยู่เบื้องหลังเพื่อสร้างปัญหาให้กับระบบการเงินและสังคม

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1-2% เท่านั้น ขณะที่เมื่อมีการตรวจสอบเชิงลึกกลับพบว่า หลายกรณีมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบัญชีม้า ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยเปิดเผยก่อนหน้านี้

ย้ำใช้ Alternative Data ไม่ได้หมายความว่าหนีหนี้ได้

นายผยงกล่าวว่า แม้ระบบธนาคารจะนำ "ข้อมูลทางเลือก" (Alternative Data) มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อผ่านเกณฑ์แบบเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้กู้จะสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือหลุดออกจากระบบติดตามได้

การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบข้อมูลจะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถแยกแยะพฤติกรรมของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถคัดกรองผู้ที่มีพฤติกรรมจงใจเอาเปรียบระบบออกจากผู้ที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่ออย่างสุจริต

หนุนสร้าง Financial Literacy ป้องกันปัญหาระยะยาว

ประธานสมาคมธนาคารไทยยังมองว่า การสร้าง "ความรู้เท่าทันทางการเงิน" (Financial Literacy) เป็นอีกกลไกสำคัญในการลดปัญหาหนี้เสียและการหลอกลวงทางการเงิน โดยทุกภาคส่วน รวมถึงสื่อมวลชน ควรมีบทบาทในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และช่วยตรวจสอบว่ากระแสที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์มีวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือไม่

"เราต้องตั้งคำถามร่วมกันว่า บุคคลที่จงใจเอาเปรียบระบบและทรัพยากรสาธารณะ ควรได้รับโอกาสหรือสิทธิประโยชน์จากระบบการเงินของประเทศต่อไปหรือไม่ และในอนาคต ระบบจะต้องพัฒนาเครื่องมือให้สามารถแยกแยะบุคคลกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น" นายผยงกล่าว

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก CLICX ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) แห่งแรกของไทย เปิดให้บริการสินเชื่อผ่านระบบดิจิทัล และได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก จนต้องปิดรับคำขอสินเชื่อชั่วคราวเพื่อเร่งดำเนินการพิจารณาคำขอที่ค้างอยู่ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ลดมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อและจะดำเนินคดีกับผู้ที่ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือมีพฤติกรรมทุจริตตามกฎหมาย