thansettakij
thansettakij
เตือน "สายบิด" คิดดี ๆ ก่อนเบี้ยวหนี้

อดีตผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร เตือน "สายบิด" คิดให้ดี ก่อนเบี้ยวหนี้

04 ส.ค. 69 | 08:40 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ส.ค. 69 | 08:41 น.

อดีตผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร เตือน "สายบิด" คิดให้ดีก่อนเบี้ยวหนี้ ชี้ให้เห็นผลเสียประวัติติดตัวเกินกว่า 10 ปี เปิดตัวเลขลูกหนี้กว่า 1.13 ล้านรายที่ถูกดำเนินคดีและอยู่ในสถานะบังคับคดีแล้ว

KEY

POINTS

  • อดีตผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโรเตือนผู้ที่ตั้งใจเบี้ยวหนี้ว่าประวัติจะถูกบันทึกในระบบข้อมูลเครดิตเป็นเวลานาน อาจถึง 10 ปี หากถูกฟ้องร้องจนถึงขั้นบังคับคดี
  • ข้อมูลล่าสุดเผยว่ามีลูกหนี้กว่า 1.13 ล้านรายที่ถูกดำเนินคดีและอยู่ในสถานะบังคับคดีแล้ว ซึ่งต้องเผชิญผลกระทบด้านคดีความ ค่าใช้จ่าย และประวัติทางการเงิน
  • ย้ำเป็นหนี้ต้องจ่าย แนะผู้มีปัญหาในการชำระหนี้ให้รีบเจรจากับเจ้าหนี้ หรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะยาวจากการถูกฟ้องร้อง

จากกระแสโซเชียลแห่กันแชร์ภาพการได้รับอนุมัติสินเชื่อจาก CLICX (คลิกซ์) ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) รายแรกของไทย พร้อมแนวความคิดที่จะ "บิดหนี้" หรือการไม่ชำระหนี้ตามสัญญา 

ล่าสุด นายสุรพล โอภาสเสถียร อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เตือนผู้ที่คิด "เบี้ยวหนี้" หรือ "นักบิด" ให้ตระหนักถึงผลกระทบในระยะยาว เพราะเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว ประวัติจะถูกบันทึกไว้ในระบบข้อมูลเครดิตเป็นเวลานาน โดยบัญชีที่ถูกฟ้องร้องและศาลรับฟ้องจนมีคำพิพากษา และอยู่ระหว่างการบังคับคดี จะถูกระบุด้วย Account Status Code 30 ซึ่งอาจอยู่ในระบบนานถึง 10 ปี จนกว่าการบังคับคดีจะสิ้นสุด

นายสุรพล เปิดเผยข้อมูลบัญชีหนี้เสีย จากฐานข้อมูลสถิติที่ไม่ระบุตัวตนของเครดิตบูโร ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า ปัจจุบันมีลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ในระบบข้อมูลเครดิตรวม 5,144,809 ราย คิดเป็น 9,518,645 บัญชี มูลหนี้คงค้างรวม 1.329 ล้านล้านบาท

เมื่อจำแนกตามยอดหนี้ พบว่าลูกหนี้ที่มียอดหนี้รวมไม่เกิน 100,000 บาท มีจำนวนมากที่สุดถึง 3,130,895 ราย หรือคิดเป็นประมาณ 61% ของลูกหนี้ NPL ทั้งหมด มีจำนวน 4,297,425 บัญชี คิดเป็นยอดหนี้รวม 105,861 ล้านบาท

ขณะที่ลูกหนี้ที่มียอดหนี้เกิน 500,000 บาท มีเพียง 578,934 ราย หรือราว 11% ของลูกหนี้ทั้งหมด แต่กลับมีมูลหนี้สูงถึง 891,483 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 67% ของมูลหนี้ NPL ทั้งระบบ สะท้อนว่ามูลค่าหนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในลูกหนี้รายใหญ่ แม้จำนวนลูกหนี้จะน้อยกว่ากลุ่มรายย่อยอย่างมาก

กว่า 1.13 ล้านคน ถูกดำเนินคดีแล้ว

สำหรับลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายจนถูกระบุสถานะ Account Status Code 30 หรืออยู่ระหว่างการบังคับคดี พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 1,132,021 ราย หรือ 1,858,055 บัญชีมูลหนี้รวม 581,628 ล้านบาท

 

สถานะ Account Status Code 30 หรืออยู่ระหว่างการบังคับคดี

 

ในจำนวนนี้ ลูกหนี้ที่มียอดหนี้รวมไม่เกิน 100,000 บาท มีอยู่ 411,845 ราย จำนวน 501,372 บัญชี มูลหนี้ 21,794 ล้านบาท ซึ่งนายสุรพลระบุว่า แม้ยอดหนี้จะไม่สูง แต่ก็ถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อย เพราะเป็นผู้ที่กำลังเผชิญกระบวนการฟ้องร้องและบังคับคดี

ส่วนลูกหนี้ที่มียอดหนี้เกิน 500,000 บาท มี 277,189 ราย จำนวน 633,266 บัญชี แต่มีมูลหนี้สูงถึง 455,288 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 78% ของยอดหนี้ทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการบังคับคดี

เตือน "เป็นหนี้ต้องใช้หนี้"

นายสุรพล กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นภาพรวมของลูกหนี้หลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ตกงาน รายได้ลดลง ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดหรือภัยธรรมชาติ รวมถึงผู้ที่ตั้งใจไม่ชำระหนี้ ซึ่งทั้งหมดถูกรวมอยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ได้ฝากถึงผู้ที่คิดจะเป็น "นักบิด" ว่า ทุกการตัดสินใจมีต้นทุน เพราะเมื่อปล่อยให้หนี้เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง ชีวิตจะต้องเผชิญทั้งภาระด้านคดีความ ค่าใช้จ่าย และผลกระทบต่อครอบครัว รวมถึงประวัติทางการเงินที่จะติดตัวไปอีกนาน

หากมีปัญหาในการชำระ ควรรีบเจรจากับเจ้าหนี้ หรือขอความช่วยเหลือผ่านคนกลางหรือหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านสายด่วน 1213 แทนการเลือกเบี้ยวหนี้ เพราะเมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้ว ผลกระทบจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี นายสุรพลกล่าว