thansettakij
thansettakij
ญี่ปุ่นตอกย้ำเชื่อมั่นลงทุนไทย ‘เจเทค’ ปักหลักตั้งไอเอชคิวคุมอาเซียนต้นปี 60

ญี่ปุ่นตอกย้ำเชื่อมั่นลงทุนไทย ‘เจเทค’ ปักหลักตั้งไอเอชคิวคุมอาเซียนต้นปี 60

20 ก.ย. 59 | 14:00 น.
เจเทค คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น ใช้ไทยเป็นฐานการบริหารงาน 6 ประเทศในอาเซียน ยื่นขอบีโอไอตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ จ่อจัดตั้งได้ต้นปี 2560 ตั้งเป้าโกยรายได้กว่า 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2563 ขณะที่บริษัท เจเทคโคะในไทย ปีนี้รายได้ร่วง 1.7 ชี้ภาวะเศรษฐกิจโลกและในประเทศชะลอตัว กระทบต่อการสั่งสินค้า และยังเชื่อมั่น 2 ปี กลับมาฟื้นตัว พร้อมลงทุนต่อเนื่อง

[caption id="attachment_99387" align="aligncenter" width="336"] โยชิคะซู โคะนิชิ  ประธานบริษัท เจเทคโคะ (ไทยแลนด์) จำกัด โยชิคะซู โคะนิชิ
ประธานบริษัท เจเทคโคะ (ไทยแลนด์) จำกัด[/caption]

นายโยชิคะซู โคะนิชิ ประธานบริษัท เจเทคโคะ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากที่บริษัท เจเทค คอร์ปอเรชั่นฯ ได้เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเน้นการผลิตตลับลูกปืนล้อรถยนต์ และชุดบังคับเลี้ยวของพวงมาลัย ในภูมิภาคอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อป้อนชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดในภูมิภาคนี้มีสัดส่วนในการทำรายได้ถึง 8 % ของกลุ่มบริษัทที่ไปลงทุนใน 25 ประเทศ โดยตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2563 ทั้งกลุ่มบริษัทจะมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในภูมิภาคนี้ไว้ประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 4.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานไปสู่เป้าหมายดังกล่าวและเกิดความคล่องตัวมากขึ้น บริษัทแม่จึงได้ตัดสินใจที่จะเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศหรือไอเอชคิว เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานของบริษัทในภูมิภาคนี้ เพื่อรองรับการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ต่อยอดเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมเพื่ออนาคต การส่งมอบสินค้าและบริการที่เป็นอันดับ 1 รวมถึงการสร้างบุคลากรขึ้นมารองรับ ซึ่งขณะนี้ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอไปแล้ว คาดว่าจะสามารถดำเนินการจัดตั้งได้ประมาณต้นปี 2560

สำหรับการที่บริษัทแม่เลือกไทยเป็นศูนย์กลางในการบริการงานของภูมิภาคนี้ เนื่องจากเห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนอยู่แล้ว และเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก ประกอบกับมีบริษัท เจเทคโคะฯ ที่ดำเนินการในไทยมา 50 ปีแล้ว มีพนักงานราว 1,800 คน และยังมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดชิ้นส่วนชุดบังคับเลี้ยวของพวงมาลัยสูงถึง 70 % และตลับลูกปืน 40 ภายใต้แบรนด์โคโย ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางใหญ่สุดรองจากอาเซียน ดังนั้น ไทยจึงเป็นกำลังสำคัญของกลุ่มที่จะช่วยให้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้

"หากพิจารณาส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มอาเซียน การผลิตชุดบังคับเลี้ยวของพวงมาลัย อยู่ที่ 68 % และตลับลูกปืนอยู่ที่ 29 % โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในปี 2563 ขึ้นไปอยู่ที่ 75 % และ 40 % ตามลำดับ ซึ่งการมีสำนักงานไอเอชคิว ในไทย จะช่วยให้การดำเนินงานด้านการเพิ่มส่วนจัดซื้อ จัดหาวัตถุดิบภายในภูมิภาค ในต้นทุนที่แข่งขันได้ และมีการสร้างนวัตกรรมที่ดีขึ้น จะช่วยให้กลุ่มบริษัทไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้

นายโยชิคะซู กล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินงานของบริษัท เจเทคโคะ(ไทยแลนด์)ฯ นั้น ปัจจุบันผลิตชุดบังคับเลี้ยวของพวงมาลัยอยู่ที่กว่า 2.5 ล้านชิ้นต่อปี และผลิตตลับลูกปืนกว่า 2 แสนชิ้นต่อปี โดยต้องยอมรับว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจโลกเกิดการชะลอตัว ส่งผลให้การผลิตรถยนต์ของโลกถดถอยลงมา และกระทบมาถึงการสั่งผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ลดลงด้วย ซึ่งเห็นได้จากยอดการส่งซื้อชิ้นส่วนยานยนต์ของบริษัทในปีนี้น่าจะปรับตัวลดลงมาและส่งผลให้รายได้จากจำหน่ายลดลง 1.7 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่มีรายได้ประมาณ 1.225 หมื่นล้านบาท

แต่ทั้งนี้ มองว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกและในประเทศที่กำลังค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง น่าจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวดีขึ้น และกลับมาดีได้อีกครั้งในช่วงปี 2561 ซึ่งบริษัทหวังว่าจะช่วยให้การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ปรับตัวดีขึ้น และหลังจากนั้นคงจะมาพิจารณาดูว่าบริษัทจะมีการตัดสินใจลงทุนหรือขยายกำลังการผลิตอีกหรือไม่ รวมถึงต้องดูแนวโน้มของบริษัทรถยนต์ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดด้วยหรือไม่ ซึ่งหากมีการขยายการลงทุนบริษัท ก็มีที่ดินที่จัดเตรียมการก่อสร้างโรงงานไว้แล้วที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จากปัจจุบันบริษัทยังสามารถรองรับกำลังการผลิตชิ้นส่วนได้อยู่

โดยปัจจุบันบริษัทผลิตชิ้นส่วนป้อนลูกค้าราว 100 บริษัท และมีการส่งออกไปต่างประเทศราว 20-30 % ที่เหลือเป็นการป้อนในประเทศเป็นหลัก

Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 255
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market