
วัดสัญญาณฟื้นเศรษฐกิจ ชี้ทิศดอกเบี้ยไทยยังตรึงยาวข้ามปี
ตลาดส่วนใหญ่คาดว่าในช่วงที่เหลือปีนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟดน่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งโดยผลสำรวจจากนักเศรษฐศาสตร์กว่า100 คนของรอยเตอร์ พบว่าความเห็นส่วนใหญ่ เชื่อว่าดอกเบี้ยเฟดฟันด์เรตจะปรับขึ้นในไตรมาส 4 ช่วง 0.50-0.75% และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ถึง 70% เทียบกับ57.5% ของผลการสำรวจเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่นํ้าหนักที่จะปรับขึ้นในการประชุมสัปดาห์นี้ (20-21 ก.ย. 59) มีน้อยลง โดยเฟดยังเหลือการประชุมในปีนี้อีก 2 ครั้ง (1-2 พ.ย., 13-14ธ.ค.)
[caption id="attachment_99363" align="aligncenter" width="700"]
ธปท.ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่[/caption]
อย่างไรก็ดีผลกระทบต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยไทยเชื่อว่ายังไม่เร็วนักเมื่อจับสัญญาณของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ที่ให้น้ำหนักการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ยังมีโอกาสโน้มไปด้านต่ำ และยังต้องเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนทั้งในและนอกประเทศสูง
นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวให้ความเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หากดูจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายภาคส่วนที่ออกมา มีความเป็นได้ที่ในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง เนื่องจากตัวเลขของการจ้างงาน รวมถึงดัชนีเงินเฟ้อ และค่าจ้างแรงงานเริ่มกลับสู่ภาวะสมดุล
คาดเฟดขึ้นดบ.หลังเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดีเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ ไปจนถึงไตรมาส 1/2560 เนื่องจากไทยยังต้องการภาวะดอกเบี้ยต่ำอยู่เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแต่ก็ยังถือว่าไม่แข็งแรงนัก โดยหากเทียบเรื่องของภาวะเงินเฟ้อของไทยกับสหรัฐฯจะเห็นว่าของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% ขณะที่ของสหรัฐฯอยู่ที่ระดับ 1.5% ฉะนั้นมองโอกาสที่ กนง. จะปรับดอกเบี้ยขึ้นตามสหรัฐฯคงเป็นไปได้ยาก
"การประชุมวันที่ 20-21 กันยายนนี้ เฟดน่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากจะมีการปรับขึ้นก็น่าจะเป็นการประชุมรอบเดือนธันวาคมมากกว่า โดยเชื่อว่าเฟดไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะเกิดขึ้น เพราะยังไม่มีผู้ใดที่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าใครจะได้ตำแหน่ง หากเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ มาความกังวลเรื่องที่เศรษฐกิจอาจเกิดการชะลอตัวก็จะกลับมา เพราะฉะนั้นเฟดน่าจะเลือกเก็บอาวุธเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นก่อน"
ดบ.ไทยตรึงยาวหรืออาจลด
นอกจากนี้ หากดูจากรายละเอียดที่ กนง. นำเสนอออกมาล่าสุด (14 ก.ย. 59) ยังส่งสัญญาณในเชิงลบด้วยซ้ำ เพราะยังมีความกังวลเรื่องของค่าเงิน ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก โดยบ่งบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีความกลัวในการขึ้นดอกเบี้ยซึ่งอาจจะส่งผลทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ฉะนั้น หากปล่อยให้สหรัฐฯการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ค่าเงินบาทอ่อนซึ่งจะเป็นการให้ประโยชน์ทางการค้ามากกว่า
"หากถามว่าทิศทางดอกเบี้ยไทยต้องขึ้นตามสหรัฐฯไหม มองว่าอาจจะมีการลดดอกเบี้ยด้วยซ้ำ โดยโอกาสในการปรับขึ้นแทบมองไม่เห็นในปีนี้จนถึงไตรมาส 1/2560 หลังจากนั้นก็จะต้องมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าเฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยแล้วจะปรับขึ้นต่อไป หรือหยุดขึ้นแล้ว"
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ดอกเบี้ยไทยนับจากนี้จะเป็นขาขึ้น เพียงจะขึ้นได้น่าจะเป็นปี 2561 โดยอาจรอให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย ปล่อยบาทให้อ่อนค่า เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยน่าจะเริ่มปรับขึ้นได้เร็ว ๆนี้ จากเงินไหลออกและพันธบัตรผลตอบแทนพันธบัตรไทยที่จะปรับสูงขึ้นตามสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของบริษัทสูงขึ้น ดังนั้นภาคเอกชนที่จะระดมทุนผ่านช่องทางนี้ จึงน่าจะหาจังหวะทำ นอกจากนี้หากเอกชนที่ยังชะลอการลงทุนเพราะคาดว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์จะต่ำยาว ก็คงต้องเตรียมตัว เพราะหากเกิดเงินไหลออกจากสหรัฐ ฯที่ขึ้นดอกเบี้ย สภาพคล่องเริ่มตึงตัว การแข่งขันการระดมทุนเริ่มเกิด ดอกเบี้ยกู้จะมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ จากความต้องการสินเชื่อที่สูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง
ศก.อยู่ในช่วงU ฐานล่าง
นายอมรเทพ ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และน่าจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว U แต่กำลังอยู่ในช่วง U ฐานล่างที่ยังไม่ตวัดหางขึ้น ซึ่งคาดจะเร่งตัวแรงในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า หลังความเชื่อมั่นฟื้นตัวเต็มที่จากสัญญาณการเลือกตั้งที่ชัดเจน และเศรษฐกิจโลกที่เริ่มขยายตัวดีขึ้น แต่ยังไม่น่ามีแรงกดดันเงินเฟ้อมากจนต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย
"ผมมองว่าทิศทางดอกเบี้ยไทยมีความไม่แน่นอนสูง แต่ไม่ใช่ความไม่แน่นอนว่าจะขยับลง คง หรือขึ้น แต่เป็นความไม่แน่นอนว่าจะขยับขึ้นได้เมื่อไร เพราะการสื่อสารของนโยบายการเงินไทยผ่านกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย ดูเหมือนจะไม่สามารถกำหนดทิศทางดอกเบี้ยอนาคตได้ชัดเจน
ทั้งนี้มติที่ประชุมกนง . (14 ก.ย.59) ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อที่ 1.50% และเป็นครั้งที่ 11 นับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2558(ปรับลดจากมี.ค. 58 ที่ 1.75%)
นายจาตุรงค์ จันทรังษี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท.ในฐานะเลขานุการกนง. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี และภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ระดับผ่อนคลายซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ห่วงศก.ใน-นอกฟื้นเปราะบาง
โดย กนง. ยังคงย้ำถึงการรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (policy space)เพื่อใช้ยามจำเป็นในระยะข้างหน้าที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทในบางช่วงเวลาโน้มแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลค้าคู่แข่งสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ทั้งยังแสดงความกังวลต่อพฤติกรรมการแสวงหาอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น จากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน
และยังเห็นถึงความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินผ่อนปรนในระยะต่อไปอีกด้วยจะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พร้อมทั้งได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เพิ่มเป็น 3.2% จากเดิมที่คาดจะขยายตัว 3.1% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวสูงกว่าที่คาด จากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดี ส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว การเปลี่ยนรถยนต์รุ่นใหม่, มาตรการกระตุ้นของภาครัฐ โดยที่ภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง
ลงทุนเอกชนต่ำ-ส่งออกหด
อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ระดับต่ำและกระจุกตัวในบางภาคธุรกิจ การส่งออกสินค้าหดตามเศรษฐกิจเอเชียที่ชะลอลงและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยโดยประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสโน้มไปด้านต่ำ และยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ และประเด็นการเมืองในต่างประเทศ นอกจากนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2560 จะขยายตัวที่ 3.2% พร้อมปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ลงเป็น 0.3% จาก 0.6% หลังเงินเฟ้อฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยยังทรงตัวจากปีก่อนในช่วง 8 เดือนแรกของปี
"ภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ อาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้และปีหน้าลดลง แต่ในช่วงท้ายปี ยังมีมาตรการภาครัฐ เช่นมาตรการสนับสนุนการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและอปท. วงเงิน 19,000 ล้านบาท ที่จะออกสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปีนี้ เป็นต้น"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_99363" align="aligncenter" width="700"]
อย่างไรก็ดีผลกระทบต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยไทยเชื่อว่ายังไม่เร็วนักเมื่อจับสัญญาณของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ที่ให้น้ำหนักการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ยังมีโอกาสโน้มไปด้านต่ำ และยังต้องเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนทั้งในและนอกประเทศสูง
นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวให้ความเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หากดูจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายภาคส่วนที่ออกมา มีความเป็นได้ที่ในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง เนื่องจากตัวเลขของการจ้างงาน รวมถึงดัชนีเงินเฟ้อ และค่าจ้างแรงงานเริ่มกลับสู่ภาวะสมดุล
คาดเฟดขึ้นดบ.หลังเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดีเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ ไปจนถึงไตรมาส 1/2560 เนื่องจากไทยยังต้องการภาวะดอกเบี้ยต่ำอยู่เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแต่ก็ยังถือว่าไม่แข็งแรงนัก โดยหากเทียบเรื่องของภาวะเงินเฟ้อของไทยกับสหรัฐฯจะเห็นว่าของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% ขณะที่ของสหรัฐฯอยู่ที่ระดับ 1.5% ฉะนั้นมองโอกาสที่ กนง. จะปรับดอกเบี้ยขึ้นตามสหรัฐฯคงเป็นไปได้ยาก
"การประชุมวันที่ 20-21 กันยายนนี้ เฟดน่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย หากจะมีการปรับขึ้นก็น่าจะเป็นการประชุมรอบเดือนธันวาคมมากกว่า โดยเชื่อว่าเฟดไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะเกิดขึ้น เพราะยังไม่มีผู้ใดที่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าใครจะได้ตำแหน่ง หากเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ มาความกังวลเรื่องที่เศรษฐกิจอาจเกิดการชะลอตัวก็จะกลับมา เพราะฉะนั้นเฟดน่าจะเลือกเก็บอาวุธเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นก่อน"
ดบ.ไทยตรึงยาวหรืออาจลด
นอกจากนี้ หากดูจากรายละเอียดที่ กนง. นำเสนอออกมาล่าสุด (14 ก.ย. 59) ยังส่งสัญญาณในเชิงลบด้วยซ้ำ เพราะยังมีความกังวลเรื่องของค่าเงิน ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก โดยบ่งบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีความกลัวในการขึ้นดอกเบี้ยซึ่งอาจจะส่งผลทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ฉะนั้น หากปล่อยให้สหรัฐฯการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ค่าเงินบาทอ่อนซึ่งจะเป็นการให้ประโยชน์ทางการค้ามากกว่า
"หากถามว่าทิศทางดอกเบี้ยไทยต้องขึ้นตามสหรัฐฯไหม มองว่าอาจจะมีการลดดอกเบี้ยด้วยซ้ำ โดยโอกาสในการปรับขึ้นแทบมองไม่เห็นในปีนี้จนถึงไตรมาส 1/2560 หลังจากนั้นก็จะต้องมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าเฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยแล้วจะปรับขึ้นต่อไป หรือหยุดขึ้นแล้ว"
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ดอกเบี้ยไทยนับจากนี้จะเป็นขาขึ้น เพียงจะขึ้นได้น่าจะเป็นปี 2561 โดยอาจรอให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย ปล่อยบาทให้อ่อนค่า เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยน่าจะเริ่มปรับขึ้นได้เร็ว ๆนี้ จากเงินไหลออกและพันธบัตรผลตอบแทนพันธบัตรไทยที่จะปรับสูงขึ้นตามสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของบริษัทสูงขึ้น ดังนั้นภาคเอกชนที่จะระดมทุนผ่านช่องทางนี้ จึงน่าจะหาจังหวะทำ นอกจากนี้หากเอกชนที่ยังชะลอการลงทุนเพราะคาดว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์จะต่ำยาว ก็คงต้องเตรียมตัว เพราะหากเกิดเงินไหลออกจากสหรัฐ ฯที่ขึ้นดอกเบี้ย สภาพคล่องเริ่มตึงตัว การแข่งขันการระดมทุนเริ่มเกิด ดอกเบี้ยกู้จะมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ จากความต้องการสินเชื่อที่สูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง
ศก.อยู่ในช่วงU ฐานล่าง
นายอมรเทพ ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และน่าจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว U แต่กำลังอยู่ในช่วง U ฐานล่างที่ยังไม่ตวัดหางขึ้น ซึ่งคาดจะเร่งตัวแรงในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า หลังความเชื่อมั่นฟื้นตัวเต็มที่จากสัญญาณการเลือกตั้งที่ชัดเจน และเศรษฐกิจโลกที่เริ่มขยายตัวดีขึ้น แต่ยังไม่น่ามีแรงกดดันเงินเฟ้อมากจนต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย
"ผมมองว่าทิศทางดอกเบี้ยไทยมีความไม่แน่นอนสูง แต่ไม่ใช่ความไม่แน่นอนว่าจะขยับลง คง หรือขึ้น แต่เป็นความไม่แน่นอนว่าจะขยับขึ้นได้เมื่อไร เพราะการสื่อสารของนโยบายการเงินไทยผ่านกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย ดูเหมือนจะไม่สามารถกำหนดทิศทางดอกเบี้ยอนาคตได้ชัดเจน
ทั้งนี้มติที่ประชุมกนง . (14 ก.ย.59) ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อที่ 1.50% และเป็นครั้งที่ 11 นับตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2558(ปรับลดจากมี.ค. 58 ที่ 1.75%)
นายจาตุรงค์ จันทรังษี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท.ในฐานะเลขานุการกนง. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี และภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ระดับผ่อนคลายซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ห่วงศก.ใน-นอกฟื้นเปราะบาง
โดย กนง. ยังคงย้ำถึงการรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (policy space)เพื่อใช้ยามจำเป็นในระยะข้างหน้าที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทในบางช่วงเวลาโน้มแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลค้าคู่แข่งสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ทั้งยังแสดงความกังวลต่อพฤติกรรมการแสวงหาอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น จากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน
และยังเห็นถึงความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินผ่อนปรนในระยะต่อไปอีกด้วยจะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พร้อมทั้งได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เพิ่มเป็น 3.2% จากเดิมที่คาดจะขยายตัว 3.1% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวสูงกว่าที่คาด จากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดี ส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว การเปลี่ยนรถยนต์รุ่นใหม่, มาตรการกระตุ้นของภาครัฐ โดยที่ภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง
ลงทุนเอกชนต่ำ-ส่งออกหด
อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ระดับต่ำและกระจุกตัวในบางภาคธุรกิจ การส่งออกสินค้าหดตามเศรษฐกิจเอเชียที่ชะลอลงและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยโดยประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสโน้มไปด้านต่ำ และยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ และประเด็นการเมืองในต่างประเทศ นอกจากนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2560 จะขยายตัวที่ 3.2% พร้อมปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ลงเป็น 0.3% จาก 0.6% หลังเงินเฟ้อฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยยังทรงตัวจากปีก่อนในช่วง 8 เดือนแรกของปี
"ภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ อาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้และปีหน้าลดลง แต่ในช่วงท้ายปี ยังมีมาตรการภาครัฐ เช่นมาตรการสนับสนุนการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและอปท. วงเงิน 19,000 ล้านบาท ที่จะออกสู่ระบบเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปีนี้ เป็นต้น"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559






