thansettakij
thansettakij
เปิดแผนปฏิบัติการพลังงาน ภายใต้การขับเคลื่อน 5 เสาหลัก

เปิดแผนปฏิบัติการพลังงาน ภายใต้การขับเคลื่อน 5 เสาหลัก

21 ก.ย. 59 | 06:00 น.
แถลงผลงานครบรอบ 2 ปีของรัฐบาลไปแล้ว ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงานได้ชูความสำเร็จกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริง การส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานในภาคส่วนต่างๆ การส่งเสริมด้านการลงทุนพลังงานทดแทน ที่สำคัญ ประเทศมีแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (2558-2579) ออกมาเป็นโรดแมปในการสร้างความมั่นคงพลังงานในอนาคต

ดังนั้น หลังจากนี้ไปคงต้องติดตามต่อว่า หลังจากนี้ไปกระทรวงพลังงานจะมีการขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานไว้อย่างไร ซึ่งล่าสุดได้จัดทำแผนปฏิบัติการที่จะดำเนินงานในปี 25560 ออกมาแล้ว

[caption id="attachment_99443" align="aligncenter" width="700"] การดำเนินงานแผนปฏิบัติการด้านพลังงานปี 2560 การดำเนินงานแผนปฏิบัติการด้านพลังงานปี 2560[/caption]

 กระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

โดยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ฉายภาพให้เห็นถึงแผนปฏิบัติการที่จะต้องดำเนินการในปี 2560 ภายใต้แผนบูรณาการฯ ที่ประกอบด้วยแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี จะยังคงเน้นการกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ที่จะลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลงมาให้ได้เหลือ 59.4 % จากปีนี้ยังอยู่ในสัดส่วน 64.5 % โดยเฉพาะการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ให้สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ รวมไปถึงการเริ่มต้นโครงการเมืองอัจฉริยะ 7 โมเดล ที่ขณะนี้ได้เปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นข้อเสนอในการออกแบบเมืองอัจฉริยะแล้ว

อีกทั้ง การส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่จะมีการขับเคลื่อนโดยการสรางสถานีชาร์จไฟฟ้าอย่างน้อย 100 หัวจ่าย การส่งเสริมการวิจัย Energy Storage หรือแหล่งกักเก็บพลังงานที่เหมาะสมกับระบบไฟฟ้าของประเทศ และการเปิดให้มีการผลิตไฟฟ้าประเภทผสมผสานของพลังงานธรรมชาติหรือ SPP Hybrid-Firm เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ระบบส่งและจำหน่ายให้มากขึ้น

 เน้นอนุรักษ์พลังงานในอาคาร/รง.ควบคุม

ขณะที่แผนอนุรักษ์พลังงานหรือ EEP ในปีหน้า ยังคงเน้นหนักไปที่งานกำกับดูและและส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมายสำหรับโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม พร้อมทั้งส่งเสริมเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโดยการติดฉลาก นอกจากนี้ยังคงสานต่อโครงการสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงพยาบาลของภาครัฐ และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ

โดยตั้งเป้าดำเนินงานในโรงงาน/อาคารควบคุม ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ ตั้งเป้าโรงงาน 5,600 แห่ง อาคาร 2,000 แห่ง และอาคารภาครัฐ 850 แห่ง การอุดหนุนผลประหยัดพลังงาน DSM Bidding ในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ในอัตรา 2 บาทต่อกิโลวัตต์ และขนาดใหญ่ 1 บาทต่อกิโลวัตต์ ส่งผลประหยัดพลังงาน 3.5 หมื่นตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ

รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเอสเอ็มอี โดยมีมาตรการส่งเสริม 300 แห่ง ส่งผลประหยัดพลังงาน 2,000 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ผลักดันและส่งเสริมมาตรการ Building Energy code สำหรับอาคารใหม่ จะมีมาตรการผลักดันการบังคับใช้ในอาคารขนาดใหญ่พื้นที่ 1 หมื่นตารางเมตรในปี 2560 พร้อมทั้งตรวจประเมินและรองรับแบบอาคารใหม่ 150 อาคาร ส่งผลประหยัด 4,000 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ และ ศึกษามาตรฐานพลังงานสำหรับบ้านอยู่อาศัย โดยจะมีการสำรวจข้อมูลบ้าน 1,500 ตัวอย่าง พร้อมทั้งจะมีต้นแบบบ้านประหยัดพลังงาน 12 แบบ อีกทั้ง จะมีการติดฉลากประสิทธิภาพสูงหรือฉลากเบอร์ 5 ได้ 22 ล้านใบ ใน 28 ผลิตภัณฑ์

เดินหน้าพัฒนาพลังงานทดแทน

สำหรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกหรือ AEDP ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนรวมเป็น 30% ภายในปี 2579 โดยในปี 2560 จะมีสัดส่วน 14.48% เทียบกับปีนี้อยู่ที่ 13.83% ปัจจุบันพบว่าการส่งเสริมพลังงานทดแทนมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยในปี 2559 มีพลังงานทดแทนที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 6,500 เมกะวัตต์ และยังมีพันธะผูกพันอีก 3,000 เมกะวัตต์

ดังนั้นในปี 2560 จะต้องไปเร่งรัดผู้ประกอบการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือพีพีเอแล้ว ให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และจะมีการปรับปรุงการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบฟีดอินทารีฟหรือเอฟไอทีใหม่ ตามรายเชื้อเพลิงและHybrid

พร้อมทั้งส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพโดยตั้งเป้าหมายในปี 2560 แบ่งเป็น เอทานอล 3.84 ล้านลิตรต่อวัน ,ไบโอดีเซล3.67 ล้านลิตรต่อวัน

  ยืดอายุก๊าซอ่าวไทย/นำเข้าแอลเอ็นจี

ส่วนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาตินั้น เบื้องต้นทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) ได้วางแผนการบริหารจัดการก๊าซในปี 2560 ไว้ว่า จะต้องรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติไว้ให้ได้ และให้การผลิตก๊าซต่อเนื่องหลังจากสัมปทานแหล่งบงกชและเอราวัณจะสิ้นอายุในปี2565-2566 พร้อมทั้งเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ การบริหารจัดการก๊าซในอ่าว (ลด Bypass Gas) 2.ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) โดยส่งเสริมการแข่งขันและการจัดหาแอลเอ็นจี

อีกทั้งต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและเปิดให้มีการแข่งขันที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติรวมทั้งจะต้องมีคลังแอลเอ็นจีให้เหมาะสมเพียงพอกับความต้องการ

  ลุยท่อน้ำมัน/เปิดเสรีแอลพีจี

สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำมัน นับว่ามีความคืบหน้าชัดเจน โดยเฉพาะแผนลงทุนท่อส่งน้ำมัน ซึ่งกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) ดูแลอยู่ จะไปเร่งให้เกิดการลงทุน ซึ่งขณะนี้ท่อน้ำมันสายเหนือเริ่มก่อสร้างแล้ว และท่อน้ำมันสายอีสาน คาดว่าจะเริ่มได้ในปีหน้า นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน มีแผนที่ลดชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้ลดชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่มเบนซินเหลือ 4 ชนิดในปี 2561 ซึ่งมีเป้าหมายจะยกเลิกแก๊สโซฮอล์91 เพราะที่ผ่านมามีการปรับลดส่วนต่างให้ลงมาใกล้เคียงกับแก๊สโซฮอล์95 ปัจจุบันต่างกันเพียง 27 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น

รวมถึงการเริ่มศึกษาการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะมีการสรุปผลการศึกษาเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในเดือนกันยายน 2560 อีกทั้ง จะเปิดเสรีนำก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเสรีแอลพีจีทั้งในส่วนของราคาและการนำเข้า ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2560 เป็นต้นไป

Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market