thansettakij
thansettakij
Big data ยุคแห่งข้อมูลดิจิตอล

Big data ยุคแห่งข้อมูลดิจิตอล

21 ก.ย. 59 | 02:00 น.
เมื่อวันที่ 15-16 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้จัดสัมมนาวิชาการประจำปี หรือ BOT Symposium 2016 ภายใต้หัวข้อ “มิติใหม่ของนโยบายเศรษฐกิจในยุคแห่งข้อมูล : The DataRevolution : A New Paradigm forEconomic Policy” ซึ่งมีนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และสถาบันชั้นนำต่างๆ มาแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลภาครัฐที่มีความละเอียดสูงในการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก หรือการใช้ข้อมูลจากสื่อยุคดิจิตอลในการติดตามภาวะเศรษฐกิจตลอดจนการใช้ประโยชน์จากเทคนิคและข้อมูลรูปแบบใหม่ในการวิเคราะห์

 การปฏิบัติข้อมูลเสริมนโยบาย 3มิติ

“ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธปท.กล่าวเปิดงาน “มิติใหม่ของนโยบายเศรษฐกิจในยุคแห่งข้อมูล”ว่า ภายใต้ระบบเศรษฐกิจดิจิตอลในยุคปฏิวัติข้อมูล ผู้ดำเนินนโยบายต้องเผชิญกับความท้าทายหลัก 2 ประการคือ 1.การปรับปรุงข้อมูลสถิติของภาครัฐให้ครบถ้วนทันสมัยสามารถรองรับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่หยุดนิ่ง 2.การใช้ประโยชน์ทั้งจากข้อมูลที่มีอยู่เดิมและข้อมูลรูปแบบใหม่อย่างเต็มที่ในยุคแห่ง Big Data ในแง่ของนโยบายเศรษฐกิจนั้น การปฏิวัติข้อมูลจะช่วยเสริมการดำเนินนโยบาย 3 มิติได้แก่ 1.ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การออกแบบมาตรการภาครัฐสามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้รอบด้าน ครบถ้วนและรวดเร็ว 2. ความสามารถในการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นเข้าใจระดับจุลภาค ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในภาคปฏิบัติและลดจุดรั่วไหล 3.การประเมินประสิทธิผลของนโยบายและมาตรการต่างๆเป็นระบบ ซึ่งที่ผ่านมามักถูกละเลย

 ความเสี่ยง Big Data 3 ระดับ

ส่วนด้าน“ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้านักวิเคราะห์ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือทีเอ็มบี กล่าวในห้วข้อ "ก้าวสู่โลกของการเปิดข้อมูล : ทำไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำ" ว่า ประเทศไทยข้อมูลในเชิงไมโครมีมากแต่ไม่ค่อยเปิด ส่วนแมคโคร ข้อมูลมีพอสมควร แต่ยังไม่เพียงพอ เช่น ตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 2 ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ แต่ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าการบริโภคเชิงลึกจะดีแบบไหน แม้ว่าการเปิดข้อมูลจะมีประโยชน์มาก และนำไปสู่ ความรู้ ความอิสระและบริหารจัดการ แต่อย่าลืมโจทย์ใหญ่ของ Big Data จะเป็นเรื่องของความเสี่ยง เพราะหากคนที่นำข้อมูลไปใช้ไม่มีความเข้าใจก็ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ ความเสี่ยงของข้อมูล แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.ข้อมูลที่เป็นพื้นฐาน เช่น ศาสนา เชื้อชาติ อายุ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาตั้งแง่ได้ จึงต้องได้รับความคุ้มครอง 2. ข้อมูลที่ระบุตัวตนที่จะนำไปตัดสินใจได้ จึงต้องได้รับความคุ้มครอง เพราะถือว่าเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ในทางที่ผิดได้ เช่น การทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารพาณิชย์ แต่ปัจจุบันในโลกโซเชียล นับเป็นช่องทางที่เปิดเผยข้อมูลและยืนยันตัวตนได้ และ 3. ข้อมูลทางด้านการขนส่ง เช่น การบอกเส้นทางรถเมล์/รถใต้ดิน ข้อมูลภาษี ข้อมูลนักท่องเที่ยว หรือข้อมูลการค้าชายแดน แต่แม้ไทยจะมียุทธศาสตร์เรื่องของการค้าชายแดน ซึ่งอยู่ในแผนของหลายหน่วยงาน ทั้งในส่วนของธปท. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.หรือสภาพัฒน์) แต่การเข้าถึงข้อมูลหรือใช้ประโยชน์ข้อมูลทำได้ไม่เต็มที่นัก ส่วนหนึ่งเป็นการเก็บข้อมูลที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ และข้อมูลที่มีอยู่นำมาใช้ได้ค่อนข้างยาก

ตลาดแรงงานไทยจากข้อมูลอินเตอร์เน็ต

ด้าน “ดร.เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวปภัสสร แสวงสุขสันต์ เศรษฐกรอาวุโส ทีมเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงินธปท. กล่าวถึง "ตลาดแรงงานไทย:มุมมองใหม่จากข้อมูลอินเตอร์เน็ต" ว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอยู่ที่ 56% สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่อยู่ 46% โดยประเทศที่มีสัดส่วนการเข้าถึงสุด คือ สหรัฐอเมริกา 88% และทวีปเอเชียมีสัดส่วนต่ำสุดที่ 21% จึงนำประโยชน์จากการเข้าถึงแหล่งอินเตอร์เน็ตมาวิเคราะห์อัตราการว่างงาน การจ้างงาน ซึ่งข้อดีของการใช้อินเตอร์เน็ต เป็นข้อมูลเรียลไทม์ และเข้าถึงง่าย

ดังนั้น การนำข้อมูลจาก Google Trends สามารถนำข้อมูลตัวเลขการว่างงานเดือนนี้มาวิเคราะห์ได้ทันทีแบบเรียลไทม์ เช่น หากต้องการดูข้อมูลการว่างงาน อาจจะต้องดูตัวเลขจากการจดทะเบียนการว่างงาน นอกจากนี้การใช้ Google Trends ในการค้นหาคำว่า ลงทะเบียนว่างงาน กับคำว่า ประกันสังคม จะเห็นว่าผลออกมาใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตในการฝากข้อมูลประวัติการหางาน และการหาพนักงานของนายจ้าง ซึ่งเหล่านี้เป็นฐานข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์อัตราการจ้างงานและว่างงานได้ ซึ่งปัจจุบันทำผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้การวิเคราะห์ได้ง่ายมากขึ้น

ทางด้าน“นายธีรนันท์ ศรีหงส์” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) กล่าวเสวนาหัวข้อ "มิติใหม่ของเศรษฐกิจไทยในยุคแห่งข้อมูล" ในแง่การนำข้อมูลมาใช้ของธนาคารกสิกรไทยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งการสร้างกำไร และผลการดำเนินงาน โดยผ่าน 3 เรื่องหลัก คือ 1.การทำตลาดที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับลูกค้า 2.การบริหารความเสี่ยงและการตัดสินใจ และ 3.การบริหารผลการดำเนินงานที่จะมีผลต่อ ROE,ROA เป็นต้น เช่น ตัวเลขผู้ใช้งานผ่าน K-Mobile ที่คาดว่าสิ้นปีจะมีผู้ใช้บริการอยู่ที่ 5 ล้านราย มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อยู่ที่ 40%

“ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ” ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูล (Open Data) จะต้องมีหลักสำคัญ 8 ด้าน คือ 1.ข้อมูลสมบูรณ์ 2.ต้องเป็นข้อมูลดิบ 3.ตรงต่อเวลา 4.เข้าถึงได้ง่าย 5.ข้อมูลอาจจะต้องเป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น 6.ให้ข้อมูลทุกคนเสมอกัน 7.ไม่มีใครเป็นเจ้าของข้อมูล 8.ไม่มีการติดตาม ซึ่งประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อันดับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐมีแนวโน้มดีขึ้นจากอันดับ 102 ในปี 2557 มาอยู่ที่ 77 อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ถ้าไม่มีการวิเคราะห์หรือนำไปวิจัยก็จะไม่มีประโยชน์ ซึ่งในระยะต่อไป จะเริ่มเห็นเว็บไซต์ Data.go.th เพื่อเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างทุกหน่วยงาน และจะมีแอพพลิเคชันที่สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้

"ข้อดีของการเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐ จะทำให้การคอร์รัปชันหายไป เพราะเป็นการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดสร้าง นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนที่สูงให้ลดลงได้"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market