
ได้ฤกษ์ช้อนหุ้น ทริกเกอร์ฟันด์-แอลทีเอฟ ทำงาน!
ภายหลังจากนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนรวมขายหุ้นอย่างหนักในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าในรอบ 8 เดือนเศษ (สิ้น 12 ก.ย.59 ) นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 4.5 หมื่นล้านบาท และวันที่ 1-12 กันยายนที่ผ่านมา ขายสุทธิ 1.15 หมื่นล้านบาท จนดัชนีปรับตัวลงกว่า 100 จุด ผลจากปัจจัยเฉพาะตัวในประเทศ และความกังวลธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายเดือนกันยายนนี้
[caption id="attachment_98084" align="aligncenter" width="700"]
ดัชนีหุ้นไทยในรอบเดือน[/caption]
อย่างไรก็ดีเปิดวันแรกของสัปดาห์ถัดมา คือ วันที่ 12 กันยายน 2559 เริ่มมีความเคลื่อนไหวของกองทุนรวม ทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ( LTF ) ซึ่งเป็นกองทุนลดหย่อนภาษี ตามมาด้วยกองทุนหุ้นที่ตั้งเป้าผลตอบแทนและปิดโครงการเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย หรือทริกเกอร์ฟันด์ และยังไม่รวมกองทุนหุ้นที่มีอยู่แล้วก็เริ่มมีแรงซื้อเข้ามา
ตัวอย่างกองทุนที่ออกใหม่ เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด ได้ออก”กองทุนเปิด ทิสโก้ ไทย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% #24” ตั้งเป้าหมายเลิกโครงการที่ 8% ภายในเวลา 8 เดือน
ตามมาด้วย บลจ.เอ็มเอฟซี ออกกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไทย รีคัฟเวอรี่ 5 ซีรี่ส์ 1 ลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ตั้งเป้าหมายเลิกโครงการที่ 5 % ภายใน 5 เดือน
ฟากบลจ.บัวหลวง ได้ฉวยโอกาสที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงไปเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,400 กว่าจุด ประกาศออกกองทุน LTF โดยระบุว่าภายหลังจากที่มีการประกาศพระราชกิจจานุเบกษาให้สิทธิการนำเงินลงทุนในกองทุน LTF ไปลดหย่อนภาษีได้ถึงสิ้นปี 2562จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2559 และเพิ่มเงื่อนไขการลงทุนเป็น 7 ปีปฏิทิน โดยมีผลตั้งแต่เงินลงทุนปี 2559 นั้น บลจ.บัวหลวงได้เตรียมนำเสนอกองทุน LTF กองใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนเพิ่มเติม
มาฟังเหตุผลที่บลจ.กลับลำมาซื้อหุ้นและออกกองทุนใหม่ โดยนายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บลจ.ทิสโก้ บอกว่าเห็นโอกาสหลังหุ้นไทยทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน พร้อมมองว่าตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงแรงนั้น ถือเป็นช่วงขาลงระยะสั้นเท่านั้น จากเงินทุนไหลออก ที่มีผลมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนในประเทศ โดยเป็นการขายเพื่อกระจายความเสี่ยง
“ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯที่ปรับตัวลงต่ำกว่า 1,450 จุด มีโอกาสดีดกลับได้ ช่วงนี้จึงแนะนำใหันักลงทุนขายปรับลดพอร์ต พร้อมถือเงินสดเพิ่ม รอลงทุนรอบใหม่” นายสาห์รัช กล่าว
ส่วนนางสาวประภา ปูรณโชติ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี บอกว่าจากความเห็นของสายบริหารกองทุนของเอ็มเอฟซีมองโอกาสสนับสนุนการลงทุน ได้แก่ ตลาดเกิดใหม่ ยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดประมาณ 7% ทำให้มูลค่าน่าสนใจมากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นซึ่งเป็นตัวสนับสนุนในระยะยาว
นอกจากนี้การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ส่วนการเมืองเป็นไปตามโรดแม็ป และควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯหลังจากดัชนีทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีการปรับดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าที่คาดอาจส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนมีความผันผวนได้ นอกจากนี้ปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศหลังจากมีการฟื้นตัว โดยเฉพาะการบริโภคถ้าไม่สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องก็มีผลกระทบต่อการลงทุนได้ อย่างไรก็ตามบลจ. เอ็มเอฟซี จะปรับเปลี่ยนการลงทุนตามสภาวการณ์ของตลาดทุนและตลาดเงินให้มีความเหมาะสม
ทั้งหมด คือ ความเคลื่อนไหวของกองทุนรวม หลังหุ้นตกเบา ๆ 100 จุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,192 วันที่ 15 - 17 กันยายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_98084" align="aligncenter" width="700"]
อย่างไรก็ดีเปิดวันแรกของสัปดาห์ถัดมา คือ วันที่ 12 กันยายน 2559 เริ่มมีความเคลื่อนไหวของกองทุนรวม ทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ( LTF ) ซึ่งเป็นกองทุนลดหย่อนภาษี ตามมาด้วยกองทุนหุ้นที่ตั้งเป้าผลตอบแทนและปิดโครงการเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย หรือทริกเกอร์ฟันด์ และยังไม่รวมกองทุนหุ้นที่มีอยู่แล้วก็เริ่มมีแรงซื้อเข้ามา
ตัวอย่างกองทุนที่ออกใหม่ เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด ได้ออก”กองทุนเปิด ทิสโก้ ไทย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% #24” ตั้งเป้าหมายเลิกโครงการที่ 8% ภายในเวลา 8 เดือน
ตามมาด้วย บลจ.เอ็มเอฟซี ออกกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไทย รีคัฟเวอรี่ 5 ซีรี่ส์ 1 ลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ตั้งเป้าหมายเลิกโครงการที่ 5 % ภายใน 5 เดือน
ฟากบลจ.บัวหลวง ได้ฉวยโอกาสที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงไปเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,400 กว่าจุด ประกาศออกกองทุน LTF โดยระบุว่าภายหลังจากที่มีการประกาศพระราชกิจจานุเบกษาให้สิทธิการนำเงินลงทุนในกองทุน LTF ไปลดหย่อนภาษีได้ถึงสิ้นปี 2562จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2559 และเพิ่มเงื่อนไขการลงทุนเป็น 7 ปีปฏิทิน โดยมีผลตั้งแต่เงินลงทุนปี 2559 นั้น บลจ.บัวหลวงได้เตรียมนำเสนอกองทุน LTF กองใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนเพิ่มเติม
มาฟังเหตุผลที่บลจ.กลับลำมาซื้อหุ้นและออกกองทุนใหม่ โดยนายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บลจ.ทิสโก้ บอกว่าเห็นโอกาสหลังหุ้นไทยทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน พร้อมมองว่าตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงแรงนั้น ถือเป็นช่วงขาลงระยะสั้นเท่านั้น จากเงินทุนไหลออก ที่มีผลมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนในประเทศ โดยเป็นการขายเพื่อกระจายความเสี่ยง
“ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯที่ปรับตัวลงต่ำกว่า 1,450 จุด มีโอกาสดีดกลับได้ ช่วงนี้จึงแนะนำใหันักลงทุนขายปรับลดพอร์ต พร้อมถือเงินสดเพิ่ม รอลงทุนรอบใหม่” นายสาห์รัช กล่าว
ส่วนนางสาวประภา ปูรณโชติ กรรมการผู้จัดการ บลจ. เอ็มเอฟซี บอกว่าจากความเห็นของสายบริหารกองทุนของเอ็มเอฟซีมองโอกาสสนับสนุนการลงทุน ได้แก่ ตลาดเกิดใหม่ ยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดประมาณ 7% ทำให้มูลค่าน่าสนใจมากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นซึ่งเป็นตัวสนับสนุนในระยะยาว
นอกจากนี้การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ส่วนการเมืองเป็นไปตามโรดแม็ป และควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯหลังจากดัชนีทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีการปรับดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าที่คาดอาจส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนมีความผันผวนได้ นอกจากนี้ปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศหลังจากมีการฟื้นตัว โดยเฉพาะการบริโภคถ้าไม่สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องก็มีผลกระทบต่อการลงทุนได้ อย่างไรก็ตามบลจ. เอ็มเอฟซี จะปรับเปลี่ยนการลงทุนตามสภาวการณ์ของตลาดทุนและตลาดเงินให้มีความเหมาะสม
ทั้งหมด คือ ความเคลื่อนไหวของกองทุนรวม หลังหุ้นตกเบา ๆ 100 จุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,192 วันที่ 15 - 17 กันยายน พ.ศ. 2559






