
ก้าวใหม่กองทุนฟื้นฟูฯ ซื้อหนี้สหกรณ์-ล้างแดนสนธยา
หากเอ่ยถึง สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงม็อบที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือสารพัดเรื่อง ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ หรือบางสมัยถึงขั้นเรียกร้องล้างหนี้ให้เกษตรกร ทำให้องค์กรแห่งนี้ตกเป็นเครื่องมือนักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ยิ่งทำให้ภาพถูกมองไม่แตกต่างจากแดนสนธยา กระทั้งการเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงแรกหลายฝ่ายจับตามองตั้งคำถามกันไปต่างๆนานาว่าเลขาธิการ กฟก.คนปัจจุบันจะรอดการปลดออกหรือไม่ ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปด้วยดี
จากวันนั้นทุกคนต่างคิดว่าคลื่นใต้องค์กรแห่งนี้คงสงบลงแล้ว แต่ปรากฏว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กฟก. กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังมีม็อบบุกทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีทั้งม็อบที่สนับสนุนให้เลขาธิการ กฟก. และคณะอนุกรรมการใน กฟก.ทุกชุดทำงาน และม็อบอีกฝั่งที่ออกมาเรียกร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 โละบอร์ด เลขาธิการและคณะอนุกรรมการทุกชุดให้หยุดดำเนินงาน โดยอ้างเหตุผลว่า มีข้อกังขา ส่อไม่โปร่งใส ขอให้มีการตรวจสอบ
จากประเด็นดังกล่าวนี้ "วัชระพันธุ์ จันทรขจร" เลขาธิการ กฟก. คนที่ 19 เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงทุกข้อกังขา ตลอดจนแผนดำเนินงานในช่วงอีก 1 ปีเศษที่จะครบวาระ ดังรายละเอียด
นำร่องหนี้สหกรณ์ก่อน
"วัชระพันธุ์" กล่าวถึง แผนการซื้อหนี้จากเกษตรกรในปีงบประมาณ 2559 ว่าทางสำนักงานเพิ่งเซ็นอนุมัติการซื้อหนี้ไปเรียบร้อยแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 308 ล้านบาท ในจำนวนงบประมาณที่จะซื้อหนี้นั้น ส่วนหนึ่งได้รับคืนจากเกษตรกรที่นำเงินมาชำระหนี้มีอยู่ราวกว่า 600 ล้านบาท ได้นำมาซื้อหนี้ในส่วนของสหกรณ์ 77 จังหวัด โดยขณะนี้กำลังประสานกับสหกรณ์ทั่วประเทศ ให้นำหนี้เร่งด่วนของสหกรณ์มาเทียบกับของสมาชิกที่มาขึ้นทะเบียนหนี้ที่ได้ผ่านคณะกรรมการจัดการหนี้ที่มีมติเห็นชอบแล้ว จะนำเงินโอนไปที่ สำนักงานจังหวัดทั่วประเทศ
โดยมีคณะอนุกรรมการจังหวัด จำนวน 16 คน ประกอบด้วย ภาคข้าราชการจำนวน 4 ภาคเอกชน 4 และภาคเกษตรกร 8 คน โดยมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นเลขานุการ จะต้องเอารายชื่อที่ได้มาจากสหกรณ์ มาตรวจสอบ และมาผ่านความเห็นชอบอนุมัติ ตรวจสอบ อนุกรรมการจังหวัด
"เงินงบประมาณที่จะซื้อหนี้สหกรณ์นั้นจะโอนไปให้เท่าๆ กัน จังหวัดละ 4 ล้านบาท ขาดเหลืออย่างไรก็ค่อยมาว่ากันภายหลัง แต่ละจังหวัดมูลหนี้ไม่เท่ากัน แต่ถ้าเหลือให้ส่งคืน ส่วนงบที่อนุมัติจะมีการซื้อหนี้ของสหกรณ์ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ 3,000 ล้านบาทที่จะนำมาซื้อหนี้จากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูฯที่บอร์ดได้มีมติอนุมัติไปแล้วก้อนหน้านี้"
โดน สตง.ตีกันเงิน 3 พันล.
เลขาธิการ กฟก. ขยายความต่อไปว่า อย่างไรก็ดีเม็ดเงินในโครงการซื้อหนี้ 3,000 ล้านบาทที่บอร์ดใหญ่ กฟก.ได้อนุมัติไปแล้วนั้น ก่อนหน้านี้ ได้เตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ปรากฏในวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ได้มีหนังสือออกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ถึงนายกรัฐมนตรี โดยในสาระได้เท้าความว่าในอดีตกองทุนเคยรับเงินก้อนใหญ่ๆ มาแล้ว 2 ครั้ง อีกทั้งในหนังสือก็มีการเสนอความประสงค์อยากให้กองทุนไปช่วยคนแก่ และคนพิการ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับหน้าที่ของสำนักงานที่มีวัตถุประสงค์หลักตาม พ.ร.บ. ก็คือการซื้อหนี้เกษตรกรและการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อไม่ให้เกษตรกรกลับไปเป็นหนี้อีก
"ในส่วนนี้ผมก็ได้ประสานงานกับทางผู้ว่าการ สตง. เพื่ออธิบายปัญหาต่างๆ ว่าในอดีตได้ตั้งคณะทำงานร่วมกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมทำเต็มที่แล้ว และทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้"
ม็อบแนะ ใช้ ม.44 โละบอร์ด
"วัชระพันธุ์" กล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่ดำเนินงานนั้น ทางกองทุนรู้สึกว่าถูกแทรกแซง และมีการบิดเบือนข้อมูลที่ให้กับผู้ใหญ่ และกลุ่มสมัชชาเกษตรกรรายใหญ่ และกลุ่มแนวร่วมเกษตรกร ซึ่งเป็นสมาชิกของกองทุน จำนวนประมาณ 100 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยหนังสือดังกล่าวระบุว่าให้คณะกรรมการฯชุดต่างๆหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ดำเนินคดีทั้งอาญาและทางแพ่ง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
"กลุ่มที่ไปร้องเรียนไม่ทราบไปรับปากใครไว้ เพราะเป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการเกษตรเลย อาทิ เป็น เต็นท์รถเช่า หรือทำเครื่องสูบน้ำบ้าง และมีมูลหนี้ยอดหนี้สูงมาก เกิน 2.5 ล้านบาท แต่หนี้ที่อยู่ในโครงการ 3,000 ล้านกว่า 2 หมื่นราย จะเป็นหนี้ของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของกองทุน มียอดไม่สูง หลักแสนบาทต่อรายเท่านั้น เรื่องนี้ได้อธิบายและยืนยันคุณสมบัติเกษตรกรให้ทางผู้ใหญ่ต้นสังกัดกระทรวงและรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกองทุนเรียบร้อยแล้ว " วัชระพันธุ์ กล่าวและว่า
ทางกองทุน เปิดกว้าง ส่วนตัวไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน เข้ามานั่งตำแหน่งเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ.ที่ดีที่สุดในโลก ถ้าทำให้เป็นขั้นตอนเหล่านั้น ส่วนคนที่เห็นค้านหรืออะไรก็ไม่ว่ากัน เพราะสังคมยอมมีคนเห็นต่าง เพียงแต่อยากให้ข้อที่ถูกคัดค้านหรือที่เสนอสามารถทำได้จริง หรือถึงเกษตรกรผู้เดือดร้อนจริงๆ หากนำเหตุผลมาคุยกันยอมรับได้
แผนการซื้อหนี้ ปี 60
ปัจจุบันผลการดำเนินงานซื้อหนี้เกษตรกร ปี งบประมาณ 2559 ( 1 ตุลาคม 2558-30 มิถุนายน 2559) จำนวน 26 ราย 26 บัญชี จำนวน เงิน 15.2 ล้านบาท น้อยกว่าปีงบประมาณ 2558 ที่ดำเนินการซื้อหนี้ จำนวน 2 พันคน 2,400 บัญชี ใช้เงินชำระหนี้ 300 ล้านบาท สาเหตุที่ปีงบประมาณนี้ซื้อได้น้อย เนื่องจากทางสำนักงานเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่ เป็นไปตาม ที่ สตง.เสนอ ก็คือ 1. เป็นหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาทในแต่ละสัญญาเมื่อรวมทุกสัญญาไม่เกิน 2.5 ล้านบาท 2.เป็นหนี้ค้างชำระ (NPL) ไม่น้อยกว่า 3 ปี 3.เป็นหนี้ที่เกิดจากประกอบอาชีพเกษตรกรรม และ 4.เป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะเป็นบุคคลค้ำประกันไม่ได้แล้ว เป็นต้น
ส่วนงบประมาณปี 2560 ได้งบประมาณ 580 ล้านบาท จะมีการจัดแบ่งเป็นเงินก้อนต่างๆ อาทิ ใช้ฟื้นฟู 84 ล้านบาท ที่เหลือจะเป็นเงินซื้อหนี้ 251 ล้านบาท นอกจากนี้ยังกันเงินบางส่วนเพิ่มเติม ก็คือ ฟื้นฟูหลังจัดการหนี้ 54 ล้านบาท แล้วก็มีงบการตลาด 17 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่จะใช้อบรมเชิงปฏิบัติการกับชาวบ้าน เรื่องการแปรรูป ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือส่งเสริม อย่างที่ทราบทางกองทุน ร่วมกับเอกชนที่จะนำสินค้าไปเป็นช่องจำหน่ายของเกษตรกรไว้ที่ประเทศจีน ขณะนี้กำลังก่อสร้างอยู่ เพราะเป็นพื้นที่ใหญ่มากประมาณ 6 พันไร่ หากผลักดันโครงการนี้ได้สำเร็จ จะเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยทำให้เกษตรกรไม่กลับมาเป็นหนี้ในวัฏจักรซ้ำซากอีกต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,191 วันที่ 11 - 14 กันยายน พ.ศ. 2559
จากวันนั้นทุกคนต่างคิดว่าคลื่นใต้องค์กรแห่งนี้คงสงบลงแล้ว แต่ปรากฏว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กฟก. กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังมีม็อบบุกทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีทั้งม็อบที่สนับสนุนให้เลขาธิการ กฟก. และคณะอนุกรรมการใน กฟก.ทุกชุดทำงาน และม็อบอีกฝั่งที่ออกมาเรียกร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 โละบอร์ด เลขาธิการและคณะอนุกรรมการทุกชุดให้หยุดดำเนินงาน โดยอ้างเหตุผลว่า มีข้อกังขา ส่อไม่โปร่งใส ขอให้มีการตรวจสอบ
จากประเด็นดังกล่าวนี้ "วัชระพันธุ์ จันทรขจร" เลขาธิการ กฟก. คนที่ 19 เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงทุกข้อกังขา ตลอดจนแผนดำเนินงานในช่วงอีก 1 ปีเศษที่จะครบวาระ ดังรายละเอียด
นำร่องหนี้สหกรณ์ก่อน
"วัชระพันธุ์" กล่าวถึง แผนการซื้อหนี้จากเกษตรกรในปีงบประมาณ 2559 ว่าทางสำนักงานเพิ่งเซ็นอนุมัติการซื้อหนี้ไปเรียบร้อยแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 308 ล้านบาท ในจำนวนงบประมาณที่จะซื้อหนี้นั้น ส่วนหนึ่งได้รับคืนจากเกษตรกรที่นำเงินมาชำระหนี้มีอยู่ราวกว่า 600 ล้านบาท ได้นำมาซื้อหนี้ในส่วนของสหกรณ์ 77 จังหวัด โดยขณะนี้กำลังประสานกับสหกรณ์ทั่วประเทศ ให้นำหนี้เร่งด่วนของสหกรณ์มาเทียบกับของสมาชิกที่มาขึ้นทะเบียนหนี้ที่ได้ผ่านคณะกรรมการจัดการหนี้ที่มีมติเห็นชอบแล้ว จะนำเงินโอนไปที่ สำนักงานจังหวัดทั่วประเทศ
โดยมีคณะอนุกรรมการจังหวัด จำนวน 16 คน ประกอบด้วย ภาคข้าราชการจำนวน 4 ภาคเอกชน 4 และภาคเกษตรกร 8 คน โดยมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นเลขานุการ จะต้องเอารายชื่อที่ได้มาจากสหกรณ์ มาตรวจสอบ และมาผ่านความเห็นชอบอนุมัติ ตรวจสอบ อนุกรรมการจังหวัด
"เงินงบประมาณที่จะซื้อหนี้สหกรณ์นั้นจะโอนไปให้เท่าๆ กัน จังหวัดละ 4 ล้านบาท ขาดเหลืออย่างไรก็ค่อยมาว่ากันภายหลัง แต่ละจังหวัดมูลหนี้ไม่เท่ากัน แต่ถ้าเหลือให้ส่งคืน ส่วนงบที่อนุมัติจะมีการซื้อหนี้ของสหกรณ์ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ 3,000 ล้านบาทที่จะนำมาซื้อหนี้จากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูฯที่บอร์ดได้มีมติอนุมัติไปแล้วก้อนหน้านี้"
โดน สตง.ตีกันเงิน 3 พันล.
เลขาธิการ กฟก. ขยายความต่อไปว่า อย่างไรก็ดีเม็ดเงินในโครงการซื้อหนี้ 3,000 ล้านบาทที่บอร์ดใหญ่ กฟก.ได้อนุมัติไปแล้วนั้น ก่อนหน้านี้ ได้เตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ปรากฏในวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ได้มีหนังสือออกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ถึงนายกรัฐมนตรี โดยในสาระได้เท้าความว่าในอดีตกองทุนเคยรับเงินก้อนใหญ่ๆ มาแล้ว 2 ครั้ง อีกทั้งในหนังสือก็มีการเสนอความประสงค์อยากให้กองทุนไปช่วยคนแก่ และคนพิการ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับหน้าที่ของสำนักงานที่มีวัตถุประสงค์หลักตาม พ.ร.บ. ก็คือการซื้อหนี้เกษตรกรและการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อไม่ให้เกษตรกรกลับไปเป็นหนี้อีก
"ในส่วนนี้ผมก็ได้ประสานงานกับทางผู้ว่าการ สตง. เพื่ออธิบายปัญหาต่างๆ ว่าในอดีตได้ตั้งคณะทำงานร่วมกัน ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมทำเต็มที่แล้ว และทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้"
ม็อบแนะ ใช้ ม.44 โละบอร์ด
"วัชระพันธุ์" กล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่ดำเนินงานนั้น ทางกองทุนรู้สึกว่าถูกแทรกแซง และมีการบิดเบือนข้อมูลที่ให้กับผู้ใหญ่ และกลุ่มสมัชชาเกษตรกรรายใหญ่ และกลุ่มแนวร่วมเกษตรกร ซึ่งเป็นสมาชิกของกองทุน จำนวนประมาณ 100 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยหนังสือดังกล่าวระบุว่าให้คณะกรรมการฯชุดต่างๆหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ดำเนินคดีทั้งอาญาและทางแพ่ง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
"กลุ่มที่ไปร้องเรียนไม่ทราบไปรับปากใครไว้ เพราะเป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการเกษตรเลย อาทิ เป็น เต็นท์รถเช่า หรือทำเครื่องสูบน้ำบ้าง และมีมูลหนี้ยอดหนี้สูงมาก เกิน 2.5 ล้านบาท แต่หนี้ที่อยู่ในโครงการ 3,000 ล้านกว่า 2 หมื่นราย จะเป็นหนี้ของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของกองทุน มียอดไม่สูง หลักแสนบาทต่อรายเท่านั้น เรื่องนี้ได้อธิบายและยืนยันคุณสมบัติเกษตรกรให้ทางผู้ใหญ่ต้นสังกัดกระทรวงและรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกองทุนเรียบร้อยแล้ว " วัชระพันธุ์ กล่าวและว่า
ทางกองทุน เปิดกว้าง ส่วนตัวไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน เข้ามานั่งตำแหน่งเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ.ที่ดีที่สุดในโลก ถ้าทำให้เป็นขั้นตอนเหล่านั้น ส่วนคนที่เห็นค้านหรืออะไรก็ไม่ว่ากัน เพราะสังคมยอมมีคนเห็นต่าง เพียงแต่อยากให้ข้อที่ถูกคัดค้านหรือที่เสนอสามารถทำได้จริง หรือถึงเกษตรกรผู้เดือดร้อนจริงๆ หากนำเหตุผลมาคุยกันยอมรับได้
แผนการซื้อหนี้ ปี 60
ปัจจุบันผลการดำเนินงานซื้อหนี้เกษตรกร ปี งบประมาณ 2559 ( 1 ตุลาคม 2558-30 มิถุนายน 2559) จำนวน 26 ราย 26 บัญชี จำนวน เงิน 15.2 ล้านบาท น้อยกว่าปีงบประมาณ 2558 ที่ดำเนินการซื้อหนี้ จำนวน 2 พันคน 2,400 บัญชี ใช้เงินชำระหนี้ 300 ล้านบาท สาเหตุที่ปีงบประมาณนี้ซื้อได้น้อย เนื่องจากทางสำนักงานเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่ เป็นไปตาม ที่ สตง.เสนอ ก็คือ 1. เป็นหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาทในแต่ละสัญญาเมื่อรวมทุกสัญญาไม่เกิน 2.5 ล้านบาท 2.เป็นหนี้ค้างชำระ (NPL) ไม่น้อยกว่า 3 ปี 3.เป็นหนี้ที่เกิดจากประกอบอาชีพเกษตรกรรม และ 4.เป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะเป็นบุคคลค้ำประกันไม่ได้แล้ว เป็นต้น
ส่วนงบประมาณปี 2560 ได้งบประมาณ 580 ล้านบาท จะมีการจัดแบ่งเป็นเงินก้อนต่างๆ อาทิ ใช้ฟื้นฟู 84 ล้านบาท ที่เหลือจะเป็นเงินซื้อหนี้ 251 ล้านบาท นอกจากนี้ยังกันเงินบางส่วนเพิ่มเติม ก็คือ ฟื้นฟูหลังจัดการหนี้ 54 ล้านบาท แล้วก็มีงบการตลาด 17 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่จะใช้อบรมเชิงปฏิบัติการกับชาวบ้าน เรื่องการแปรรูป ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือส่งเสริม อย่างที่ทราบทางกองทุน ร่วมกับเอกชนที่จะนำสินค้าไปเป็นช่องจำหน่ายของเกษตรกรไว้ที่ประเทศจีน ขณะนี้กำลังก่อสร้างอยู่ เพราะเป็นพื้นที่ใหญ่มากประมาณ 6 พันไร่ หากผลักดันโครงการนี้ได้สำเร็จ จะเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยทำให้เกษตรกรไม่กลับมาเป็นหนี้ในวัฏจักรซ้ำซากอีกต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,191 วันที่ 11 - 14 กันยายน พ.ศ. 2559






