thansettakij
thansettakij
คิกออฟ‘ไบโออีโคโนมี’ก.ย.นี้ ดึงรัฐแก้อุปสรรคเอกชนลง 3.3 แสนล้าน

คิกออฟ‘ไบโออีโคโนมี’ก.ย.นี้ ดึงรัฐแก้อุปสรรคเอกชนลง 3.3 แสนล้าน

07 ก.ย. 59 | 03:00 น.
รอกดปุ่มโครงการไบโออีโคโนมีหรือเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ที่ขณะนี้กำลังรอนัดหมาย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มาร่วมเป็นสักขีพยานในฐานะประธาน คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ(ภาครัฐ) ที่จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาและวิจัย ในการสร้างเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่จะเกิดในช่วงเดือนกันยายนนี้ ซึ่งถือเป็นการคิกออฟของโครงการนี้ก็ว่าได้ หลังจากที่คณะทำงานย่อย ภายใต้งานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต คณะกรรมการสานพลังงานประชารัฐ ได้พยายามปลุกปั่น ระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนตกผลึก

[caption id="attachment_94584" align="aligncenter" width="700"] การลงทุนเบื้องต้นในโครงการไบโออีโคโนมี การลงทุนเบื้องต้นในโครงการไบโออีโคโนมี[/caption]

 ดึงเอกชน 13 รายลุยลงทุน

โดยเป็นการดึงเอาภาคเอกชนกว่า 13 บริษัท เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอลกรีนเคมีคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือเคทีไอเอส บริษัท อูเนโนไฟน์เคมีคัลส์ อินดัสตรี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เอเชีย สตาร์ เทรด จำกัด บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด บริษัท คริสตอลลา จำกัด บริษัท แบ็กซ์เตอร์ เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยโอซูกา จำกัด เป็นต้น ร่วมกับสถาบันการศึกษาและวิจัย 27 แห่ง และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น มาร่วมมือกันในการขับเคลื่อนไบโออีโคโนมีให้เป็นรูปธรรมออกมา และหวังจะใช้เป็นคลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ในการพัฒนาประเทศในช่วง 10 ปีนี้

 ประเดิม 16 โครงการพร้อม

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานย่อยด้านไบโออีโคโนมี ภายใต้คณะทำงานด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ชี้ให้เห็นว่า การลงนามความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่ายนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง จากการประสานความร่วมมือภายใต้กรอบระยะเวลาเบื้องต้น 1 ปี ที่จะนำไปสู่การลงทุน ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พลังงานชีวภาพ ชีวเคมีภัณฑ์ อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารสัตว์แห่งอนาคต และชีวเภสัชภัณฑ์

โดยมีโครงการที่พร้อมจะไปศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนแล้ว 16 โครงการ แบ่งเป็นกลุ่มพลังงานชีวภาพ 4 โครงการ กลุ่มอาหารและอาหารสัตว์แห่งอนาคต 7 โครงการ และ กลุ่มชีวเคมีภัณฑ์ 1 โครงการ และกลุ่มชีวเภสัชภัณฑ์ 4 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 3.37 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีเม็ดเงินลงทุนในช่วง 2 ปีแรกประมาณ 4.17 หมื่นล้านบาท ระยะกลาง 3-5 ปี ประมาณ 1.63 แสนล้านบาท และระยะยาว 5-10 ปี อีก 1.32 แสนล้านบาท(ดูตารางประกอบ) เช่น โครงการผลิตเอทานอล จากมันสำปะหลังในปี 2564 ให้ได้จำนวน 506 ล้านลิตรต่อปี และผลิตเอทานอลจากอ้อย จำนวน 2,000 ล้านลิตรต่อปี เมื่อถึงปี 2567 ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรรมต้นทางมากกว่า 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ มีโครงการพัฒนาผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ จากชานอ้อย ขนาดกำลังผลิตประมาณ 1,300 เมกะวัตต์ โครงการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกชีวภาพ ที่จะผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2562 เงินลงทุนรวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท การลงทุนในกลุ่มของอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารสัตว์ เงินลงทุนรวมกว่า 1.07 หมื่นล้านบาท และส่วนของอุตสาหกรรมยาชีววัตถุ และวัคซีนขั้นสูง เงินลงทุนรวมกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท

 จี้รัฐแก้ปัญหาอุปสรรค

ทั้งนี้ การที่จะให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายี่วางไว้ได้ นายอนนต์ กล่าวว่า จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงเป็นที่มาว่าทำไมถึงต้องดึงภาครัฐเข้ามาร่วมเอ็มโอยูด้วยครั้งนี้ เพราะการขับเคลื่อนการลงทุน จะต้องมีการจัดตั้งพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมขึ้นมา ที่ขณะนี้มองไว้ 3 พื้นที่ เช่น ขอนแก่น อุดรธานี และนครสวรรค์ เพื่อรวบรวมโครงการต่างๆ เข้าไปไว้อยู่ด้วยกัน และจะต้องมีการตั้งโรงกลั่นชีวภาพขึ้นมา ป้อนวัตถุดิบให้กับโครงการต่างๆ ด้วย ที่สำคัญสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน หรือการอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จะต้องมีการประกาศเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมา เหมือนกับการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน

อีกทั้ง ภาครัฐจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่มีผลต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาคพลังงาน ภาครัฐจะต้องประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น และการวางระบบส่งไฟฟ้ารองรับ การออกนโยบายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการใช้ซีบีจี และปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีให้สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง เป็นต้น ขณะที่กลุ่มชีวเคมีภัณฑ์ จะต้องมีมาตรการจูงใจให้เกิดการผลิต โดยกระทรวงการคลังจะต้องส่งเสริมค่าใช้จ่ายจากการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ สำหรับผู้ใช้ โดยนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้สูงสุดที่ 300 % เป็นระยะเวลา 8 ปี

 เพิ่มสิทธิประโยชน์การลงทุน

รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ และกระทรวงการคลังพิจารณาเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมในต่างประเทศ มาใช้ลดหย่อนภาษีได้ 300 % และกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการผลิต ที่ใช้วัตถุดิบเคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพในการผลิตสินค้า โดยการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัสดุหรือวัตถุดิบที่จำเป็นเพื่อใช้ในการผลิตเป็นระยะเวลา 8 ปี และให้รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการจัดซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในสัดส่วน 25 % ในปี 2560 และเพิ่มเป็น 100 % ในปี 2563 เพื่อให้เกิดตลาดภายในประเทศ

ในขณะที่กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารสัตว์ ภาครัฐจะต้องเข้ามาเร่งทำมาตรฐานให้การรับรอง และขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ในประเทศ รวมถึงเร่งรัดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ลดหย่อนภาษี 300 % สำหรับการวิจัย และนวัตกรรมที่เกิดจากการร่วมมือกับต่างประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการจ้างนักวิจัยมาหักภาษีของบริษัทได้เต็มจำนวน ยกเว้นภาษีเงินได้ส่วนบุคคลสำหรับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญพิเศษจากต่างประเทศ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์นั้น กระทรวงการคลังจะต้องเพิ่มระเบียบให้มีระบบประกันยอดการจัดซื้อโดยภาครัฐ เช่น กระบวนการจัดซื้อระยะยาว ให้กับผู้ลงทุน ยกระดับยอดซื้อจากบัญชีนวัตกรรมเป็น 30-50 % ของยอดการจัดซื้อ เพื่อสร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ รวมถึงการแก้กฎระเบียบต่างๆ บรรจุผลิตภัณฑ์ยาที่ต้องใช้นวัตกรรมในการผลิต เข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้สิทธิในการเบิกจ่าย และเพื่อให้โรงพยาบาลภาครัฐสามารถทำสัญญาซื้อขายระยะยาวในระดับประเทศที่เป็นธรรมต่อคู่สัญญา เป็นต้น

 หวังสร้างมูลค่าเพิ่มให้ศก.2เท่าตัว

ดังนั้น หากการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โครงการไบโออีโคโนมี ที่จะเดินหน้าจากนี้ไป ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านี้ มีการคาดหวังว่า จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้กว่า 2 เท่าตัว สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบ เช่น อ้อยมากกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี และจากมันสำปะหลังกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรเป็น 6.5-8.5 หมื่นบาทต่อคนต่อปี มีอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5 แสนครัวเรือน เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนมากกว่า 30 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ที่จะมาจากพลังงานชีวภาพ ภายใน 10 ปี เร็วกว่าแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกถึง 10 ปี และประเทศมียาชีววัตถุและวัคซีนระดับโลกไม่ต่ำกว่า 20 รายการ โดยวางกรอบการลงทุนไว้ประมาณ 4 แสนล้านบาท

Photo : Wiki ภาพปกไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market