thansettakij
thansettakij
กกพ.ตรึงค่าเอฟทีไม่ให้ขยับ สวนทางต้นทุนราคาก๊าซฯพุ่ง

กกพ.ตรึงค่าเอฟทีไม่ให้ขยับ สวนทางต้นทุนราคาก๊าซฯพุ่ง

18 ส.ค. 59 | 15:00 น.
กกพ.ตรึงค่าเอฟทีงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 ไว้ที่ -33.29 สตางค์ต่อหน่วย แม้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่มีปัจจัยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่รัฐอุดหนุนจ่ายเข้าระบบตํ่ากว่าที่คาด และค่าเงินบาทยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักมาช่วยบริหารหวังลดภาระผู้บริโภค

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 ว่า จากที่กกพ.ได้คาดการณ์ว่าราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุกหลักในการผลิตไฟฟ้า จะปรับตัวลด 20 บาทต่อล้านบีทียู จากราคาก๊าซฯที่ใช้คำนวณค่าเอฟทีในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม อยู่ที่ 235 บาทต่อล้านบีทียู ที่ราคาน้ำมันดิบ 35 ดอลลาร์สหรัฐฯฯต่อบาร์เรล แต่เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันปรับตัวอยู่ในระดับกว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จึงทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงไม่ได้ปรับลดลงตามที่มีการคาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ การพิจารณาค่าเอฟทีดังกล่าว จะมีปัจจัยหลังมาจากราคาก๊าซฯเป็นสำคัญ ซึ่งได้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับปริมาณการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเข้ามาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากปัจจัยดังกล่าวนี้ จึงส่งผลให้ค่าเอฟทีงวดเดือนกันยายน-ธันวาคมนี้ ปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อภาระของผู้บริโภค กกพ. จะพยายามบริหารจัดการไม่ให้ค่าเอฟทีในงวดถัดไปปรับตัวสูงขึ้น จากงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2559 ที่อยู่ในระดับ -33.29 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคยังจ่ายค่าไฟฟ้าทุกประเภทเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4227 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

"แนวโน้มค่าเอฟทีงวดถัดไปยังมีปัจจัยที่ส่งผลให้มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ และไม่ได้ลดลงตามที่ กกพ.เคยคาดการณ์ไว้ แต่พบว่าตัวเลขโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็ไม่ได้เข้าระบบมากตามที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน ดังนั้น กกพ.จะพยายามบริหารจัดการเพื่อตรึงค่าเอฟทีงวดถัดไปไว้"

นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ถึงการดำเนินงานตลอด 2 ปี (2557-2559) ว่า กกพ.ได้อนุมัติรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวมแล้วกว่า 9,2 00 เมกะวัตต์ จากการแก้ปัญหาใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าต่างๆและอนุมัติโครงการที่ค้างท่ออีกจำนวนมาก โดยเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2579 อยู่ที่ 1.6 หมื่นเมกะวัตต์โดยปัจจุบันโครงการที่เริ่มเปิดรับซื้อไฟฟ้าในปี 2559 ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)หน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร, โครงการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและจากก๊าซชีวภาพในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน และโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม นอกจากนี้มีโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อปเสรี) นอกจากนี้ กกพ.เตรียมเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมในปีนี้ ได้แก่ โครงการโซลาร์ฟาร์มราชการฯ ระยะที่ 2 อีก 519 เมกะวัตต์ และโครงการไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพอีก 400 เมกะวัตต์

สำหรับค่าเอฟที นับตั้งแต่ กกพ.ชุดนี้เข้ามาบริหารงาน ยังไม่มีการปรับขึ้นค่าเอฟที และได้ปรับลดราคาลงมาตลอดรวมกว่า 40 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่แนวโน้มค่าเอฟทีงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 จะประกาศในที่ 17 สิงหาคม นี้ โดยค่าเอฟทีจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขึ้นกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะค่าเชื้อเพลิง แต่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบ 9,000 เมกะวัตต์ จะส่งผลกระทบให้ต้นทุนค่าเอฟทีเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากเป็นไฟฟ้าที่ภาครัฐใช้เงินเข้าไปอุดหนุน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market