thansettakij
thansettakij
ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 4 ข้าราชการ ลุ้น ‘อุทธรณ์-ฎีกา’ คดีเลี่ยงภาษีส่วนต่างซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ปฯ

ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 4 ข้าราชการ ลุ้น ‘อุทธรณ์-ฎีกา’ คดีเลี่ยงภาษีส่วนต่างซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ปฯ

02 ส.ค. 59 | 12:00 น.
ศาลชั้นต้นให้ประกัน 4 ขรก.กรมสรรพากรคนละ 3 แสนบาทให้ไปอุทธรณ์ หลังศาลอาญาแผนกคดีทุจริตฯพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี“เบญจา-จำรัส-โมรีรัตน์-กริช” ส่วน “ปราณี” 2 ปีไม่รอลงอาญา เหตุช่วย“โอ๊ค-เอม”เลี่ยงภาษีจากส่วนต่างการซื้อหุ้น “ชินคอร์ป” กว่า 1.58 หมื่นล้านและทำรัฐเสียหาย
ความคืบหน้ากรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค และนางสาวพินทองทา ชินวัตร หรือเอม บุตรของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซื้อหุ้นจากบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 จำนวนคนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งทั้ง 2รายเป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีส่วนต่างราคาหุ้นคนละ 7,941,950,000 บาท รวม 15,883,900,000 บาทนั้น

[caption id="attachment_77081" align="aligncenter" width="360"] นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง[/caption]

ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท.43/2558(เมื่อ 28 กรกฎาคม 2559) ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร นางสาวจำรัส แหยมสร้อยทอง อดีตผู้อำนวยการ สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร, นางสาวโมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีต ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย และ นางสาวปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สำหรับคดีดังกล่าวเกิดจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(ชินคอร์ป เมื่อปี2549)ภายใต้การตรวจสอบของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ได้กล่าวหานางเบญจากับพวกในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีกรมสรรพากรไม่จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายพานทองแท้กับนางสาวพินทองทา ที่ซื้อหุ้นจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อมาคตส.หมดอายุการทำงานจึงโอนคดีนี้ให้ป.ป.ช.ดำเนินคดีต่อโดยป.ป.ช.ยื่นฟ้องแผนกคดีทุจริตฯ (3 ธ.ค.58)

ระบุพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อไม่ให้นายพานทองแท้และ นางสาวพินทองทาต้องเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่ต้องเสียและได้รับประโยชน์ที่มิควรโดยชอบด้วยกฎหมาย จากการที่นายพานทองแท้และ นางสาวพินทองทา ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (ชินคอร์ป) เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ที่หุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้นคนละ 7,941,950,000 บาท ซึ่งทำให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และราชการเสียหาย จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

ศาลพิเคราะห์แล้วมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือไม่ โดยคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร เคยมีความเห็นเกี่ยวกับรายได้และส่วนต่างการโอนขายหุ้นให้บุคคลธรรมดา เข้าลักษณะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ซึ่งต้องนำเงินนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ซึ่งกรณี นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ได้ประโยชน์จากส่วนต่างของการขายหุ้นละ 1 บาท จึงต้องเป็นรายได้ที่นำมาคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยผลจากการกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในการตอบข้อหารือที่ขัดไป ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมสรรพากร ซึ่งความผิดสำเร็จตั้งแต่การตอบข้อหารือ โดยจำเลยที่ 5 ซึ่งหารือมายังสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร แล้วนำคำหารือไปใช้ประโยชน์ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนด้วย

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 จึงให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมด ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

ทั้งนี้ ทนายความจำเลยทั้ง 5 คนได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างยื่นอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1-4 ยื่นหลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองเพื่อรับการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ต้องหาคดีของกรมสรรพากร มีวงเงินไม่เกิน 4.2 แสนบาท ส่วนจำเลยที่ 5 ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 แสนบาท และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้ง 5 คนตีราคาประกันจำเลยคนละ 3 แสนบาท

Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,179
วันที่ 31 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market