thansettakij
thansettakij
สคฝ.ลั่น ฐานะเงินกองทุนแกร่ง ประเดิมคุ้มครองเงินฝาก 15 ล้าน 11 ส.ค. 59

สคฝ.ลั่น ฐานะเงินกองทุนแกร่ง ประเดิมคุ้มครองเงินฝาก 15 ล้าน 11 ส.ค. 59

03 ส.ค. 59 | 03:00 น.
การเลื่อนระยะเวลาคุ้มครองเงินฝากโดยกำหนดวงเงิน 15 ล้านบาทต่อคนต่อสถาบันการเงิน(ตั้งแต่ 11 ส.ค. 59-10 ส.ค. 61) วงเงิน10ล้านบาท (ตั้งแต่ 11 ส.ค. 61-10 ส.ค.2562) วงเงิน 5 ล้านบาท (ตั้งแต่ 11ส.ค.2562-10 ส.ค. 63) และวงเงิน 1 ล้านบาท(ตั้งแต่ 11 ส.ค. 2563 เป็นต้นไป)

[caption id="attachment_77120" align="aligncenter" width="700"] การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป[/caption]

ยันเงินกองทุนทุกสถาบันการเงินแกร่ง

นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองเงินฝาก(สคฝ.) เปิดเผยว่า นับเป็นเวลา 8ปีที่ สคฝ.เปิดดำเนินงานมาถึงปัจจุบัน(เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2551)โดยมีฐานะของเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากจำนวน 1.15 แสนล้านบาท(ณ สิ้นเดือนมิถุนายน2559) ซึ่งเป็นเงินนำส่งจากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองในอัตรา 0.01% ของยอดเงินฝากรวมกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี โดย สคฝ.นำเงินกองทุนไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงตามกฎหมายกำหนด ปัจจุบันมีสัดส่วนเงินฝาก 60%ที่เหลือ 40%เป็นการลงทุนในพันธบัตร โดยรวมผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปีประมาณ 3,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมามีประเด็นถามกันว่า ถ้าในอนาคตมีการปิดสถาบันการเงินจริง ทางสคฝ.จะมีเงินกองทุนเพียงพอหรือไม่นั้น ผู้อำนวยการสคฝ.ระบุว่า ภายใต้การเข้ามาบริหารงาน 4ปี ส่วนตัวเห็นสถาบันการเงินในระบบมีความมั่นคงมากขึ้น เห็นได้จากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส)ของระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 17.50% (สิ้นปี58-มีนาคม59) ด้านการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรงอยู่ที่ 172.69% สูงกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดที่ 60% โดยเพิ่มขึ้น 10%แต่ละปีจนครบ 100%ในปี 2563 ขณะที่เงินฝากเติบโตอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 1/2559 ที่ 2.55%

ส่วนเรื่องขนาดของเงินกองทุนที่เหมาะสมนั้น ปัจจัยพิจารณาจะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ซึ่งช่วงเริ่มต้นสคฝ.ใหม่ๆนั้นต้องการตั้งเงินกองทุนไว้จำนวนสูงๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ โดยเริ่มต้นเงินกองทุนที่สูงถึง 4 แสนล้านบาทโดยสถาบันการเงินต้องนำส่งที่อัตรา 0.46% แต่ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นอัตรา 0.47% แต่แบงก์เป็นอัตรา 0.01%ของเงินฝาก (ส่วนอัตรา 0.46%ของเงินฝากและสินทรัพย์นั้นให้นำส่ง กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือเอฟไอดีเอฟ) ทั้งนี้ แนวโน้มความเพียงพอของเงินกองทุนจึงขึ้นอยู่หลายปัจจัย อาทิ วงเงินคุ้มครองที่จะปรับลดลงในอนาคต หรือ ฐานะเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของสถาบันการเงินซึ่งต้องสะท้อนความมั่นคงสูง โดยไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่องหรือไม่มีแนวโน้มว่าจะถูกปิดกิจการ เป็นต้น

“8 ปีระบบยังไม่เรียบร้อย แต่ยุคนี้ยังไม่เห็นความเสี่ยง ผมเห็นความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินสูงไม่จำเป็นต้องใช้เงินกองทุนแน่ แต่ข้อดีพอมีเงินกองทุน ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันภัย-ชีวิตหรือเงินฝาก และสามารถกู้ยืมระหว่างกองทุนได้เพื่อไม่ต้องสะสมเงินกองทุนมาก”

โดยส่วนตัว จึงมองว่าเงินกองทุนที่ 2 แสนล้านบาทน่าจะเพียงพอต่อการคุ้มครองผู้ฝากสำหรับวงเงินฝาก 15 ล้านบาท ซึ่งกว่าจะได้ตามเป้าคงใช้เวลา 10 ปี (แต่ตัวเลขที่เหมาะสมนั้นทางทีมงานกำลังศึกษาอยู่คาดว่าประมาณปลายปีนี้คงจะสรุปได้) เพราะนอกจากเงินกองทุนที่มีอยู่แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ต้องปิดสถาบันการเงินกฎหมายให้อำนาจสคฝ.ใช้เงินจากดอกผลของเงินกองทุนไม่เกินครึ่งหนึ่ง รวมถึงสามารถกู้ยืมจากหน่วยงานอื่น แต่เหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องรอกระบวนการ ซึ่งต้องใช้เวลาในการออกตราสารในการกู้ ดังนั้นจึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อลดขั้นตอนหรือเปิดช่องให้สามารถกู้เงินได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบันสคฝ.อยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมาย 3 เรื่องประกอบด้วย 1.การเปิดช่องให้สามารถกู้ยืมเงินได้ทันทีทั้งสถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อที่จะนำเงินส่งคืนผู้ฝากเงินได้อย่างรวดเร็ว เพราะเดิมกฎหมายกำหนดให้ออกตราสารในการกู้ได้แต่มีขั้นตอนมาก โดยยังขาดในเรื่องของความสามารถที่จะกู้โดยไม่รอกระบวนการออกตราสาร 2. ลดขั้นตอนให้ประชาชนไม่ต้องยื่นขอคืนเงินฝากผ่าน สคฝ. (กฎหมายเดิมกำหนดให้ประชาชนผู้ฝากเงินต้องยื่นคำร้อง) รวมถึงคำนิยามเกี่ยวกับหนี้ที่หักกลบ(สินเชื่อกับเงินฝาก) และ 3.เรื่องตั้งองค์กรหรือหน่วยงานทำหน้าที่แทนเอฟไอดีเอฟ ซึ่งที่ผ่านมาเอฟไอดีเอฟครบกำหนด 4ปี คือทำหน้าที่แก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ เดิมกฎหมายกำหนดให้เอฟไอดีเอฟ เป็นหน่วยงานทำหน้าที่แก้ไขปัญหาสถาบันการเงินกรณีเกิดปัญหา โดยหน่วยงานต้องพิจารณาว่าจะให้สถาบันการเงินเปิดดำเนินการต่อหรือจะปิด ซึ่งเรื่องนี้เป็นช่องว่างเมื่อเอฟไอดีเอฟครบ 4 ปี ยังไม่มีหน่วยงานมาทำหน้าที่แทนเพราะกฎหมายไปตัดทอน โดยไม่มีเรื่องนี้ระบุไว้ ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังศึกษารูปแบบที่เหมาะสม เหล่านี้เป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขกฎหมายโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ในรัฐบาลปัจจุบัน

ต่อข้อถามถึงแนวทางจัดตั้งหน่วยงานทำหน้าที่แทนเอฟไอดีเอฟนั้น ปัจจุบันมีคณะทำงานศึกษาร่วมกันทั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) รวมทั้งสคฝ. ซึ่งคณะทำงานจะส่งผลการศึกษาให้กระทรวงการคลังตัดสินใจ และจะมีสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเป็นหน่วยงานเสริม อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการหารือจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าว 3-4 แนวทางเช่น ขยายบทบาทให้สคฝ.ทำหน้าที่ด้วย ซึ่งเป็นแนวทางสากลที่ทุกประเทศดำเนินการอยู่ 2. รื้อบทบาทเอฟไอดีเอฟกลับมาทำหน้าที่ และหรือตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ แต่แนวทางนี้คงจะยาก เพราะต้องศึกษาข้อมูลที่ดีพอนอกเหนือจากการประสานงาน ซึ่งอาจจะต้องแก้ไขกฎหมายอื่นตามมาด้วย

Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,179
วันที่ 31 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market