thansettakij
thansettakij
สรุปประชุม IMF-World Bank 2569 วันนี้ สกัดเงินไซเบอร์ข้ามชาติ การคลังโลก พลังงานโลกน่าห่วง

สรุปประชุม IMF-World Bank 2569 วันนี้ สกัดเงินไซเบอร์ข้ามชาติ การคลังโลก พลังงานโลกน่าห่วง

14 ต.ค. 69 | 09:17 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 09:36 น.

สรุป 5 ประเด็นสำคัญประชุม IMF-World Bank 2569 วันนี้ เปิดตัว Bangkok Blueprint สกัดเงินไซเบอร์ข้ามชาติ การคลังโลกน่าห่วง คาดหนี้สาธารณะทะลุ 100% ภายในปี 2030 ซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงาน กระทบการเติบโตเศรษฐกิจไทย-อาเซียน

KEY

POINTS

  • IMF, World Bank และ ธปท. เปิดตัว "แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ" (Bangkok Blueprint) เพื่อรับมือภัยการเงินไซเบอร์ข้ามชาติ โดยมีกรอบการทำงาน 5 เสาหลักในการป้องกัน ตรวจจับ และอายัดเส้นทางเงิน
  • IMF เตือนสถานการณ์การคลังโลกเปราะบาง คาดหนี้สาธารณะทั่วโลกอาจทะลุ 100% ของ GDP ภายในปี 2030 จากภาวะดอกเบี้ยสูงและภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน
  • วิกฤตพลังงานเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดย IMF แนะให้รัฐบาลต่างๆ เลิกตรึงราคาแบบวงกว้างและหันมาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางโดยตรงเพื่อลดภาระการคลัง

14  ตุลาคม 2569 จบไปแล้วสำหรับการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก หรือ ประชุม IMF-World Bank 2569 ในวันนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สรุปสาระสำคัญของเวทีประชุมนี้ และเวทีประชุมที่เกี่ยวข้องกันมานำเสนอ

Bangkok Blueprint 5 เสาหลัก สกัดเงินไซเบอร์ข้ามชาติ

IMF-กลุ่มธนาคารโลก ผนึกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดตัว “แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ” (Bangkok Blueprint) ระหว่างการประชุมผู้ว่าการ IMF–WBG ประจำปี 2026 เพื่อรับมือภัยการเงินไซเบอร์ข้ามชาติ ภัยคุกคามระดับโลก โดยวางกรอบการดำเนินงานระดับโลกในการ ป้องกัน ตรวจจับ และอายัดเส้นทางเงิน ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง

Bangkok Blueprint กำหนดแนวทางปฏิบัติผ่าน 5 เสาหลัก และ 12 ข้อพิจารณา ที่มุ่งเน้นการป้องกัน ตรวจจับ และอายัดเส้นทางเงินที่มาจากการหลอกลวง เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม ได้แก่

  • เสาหลักที่ 1 การสร้างรากฐานเชิงยุทธศาสตร์และกฎหมาย จัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติ พัฒนากฎหมาย กฎเกณฑ์กำกับดูแล และกลไกตรวจสอบ กำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการอายัดหรือติดตามทรัพย์สิน
  • เสาหลักที่ 2 การยกระดับวงจรการบรรเทาความเสี่ยงจากการหลอกลวง วางมาตรการป้องกันตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น การยืนยันตัวตนและการคัดกรองธุรกรรมแบบเรียลไทม์ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติ และมีกลไกเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
  • เสาหลักที่ 3 การใช้กรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของผู้ให้บริการทางการเงิน ใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML/CFT) ติดตามธุรกรรมต้องสงสัย และปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
  • เสาหลักที่ 4 การขยายความร่วมมือภายในประเทศและระหว่างประเทศ เชื่อมโยงสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล โซเชียลมีเดีย และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พร้อมจัดทำกรอบแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลไกอายัดเงินข้ามพรมแดนอย่างเร่งด่วน
  • เสาหลักที่ 5 การส่งเสริมการคุ้มครองและสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้บริโภค  เสริมสร้างความรู้เท่าทันภัยการเงินดิจิทัล สร้างความเข้าใจในสิทธิผู้บริโภค พัฒนาช่องทางแจ้งเหตุที่เข้าถึงง่าย และกำหนดเกณฑ์ชดเชยความเสียหายให้ชัดเจน

IMF คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2.1%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ในหัวข้อ World Economic Outlook ซึ่งเป็นการประมาณการเศรษฐกิจโลก และประเทศสมาชิก รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงสำคัญ โดยระบุถึงประเทศไทยว่า ในปี 2569 นี้ IMF คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย จะขยายตัวได้ 2.1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยปีนี้ IMF คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1% และลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2570 โดยมองว่าประเทศไทยได้ผ่านสภาวะเงินฝืดไปแล้ว

 

 IMF ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งภูมิภาคเอเชีย ถือว่ามีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง โดยได้รับอานิสงส์จากวัฎจักรสินค้าที่เกี่ยวกับเอไอ และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งการเติบโตของ AI นี้ ช่วยทดแทนจุดอ่อนจากผลกระทบของวิกฤติพลังงาน

การคลังโลกเปราะบาง IMF คาดหนี้สาธารณะทะลุ 100% ภายในปี 2030

นายโรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF ระบุว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอาจแตะระดับ 100% ของ GDP โลก ภายในสิ้นทศวรรษนี้หรือปี 2030 โดยดุลปฐมภูมิการคลัง (Fiscal Primary Balance) ทั่วโลกปรับตัวแย่ลงราว 0.4% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เมื่อ 6 เดือนก่อน

2 ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์การคลังน่ากังวล ได้แก่

  • ภาวะดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ G7 ที่ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นราว 1.2% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ต้นทุนการชำระหนี้ (Debt Service Costs) และภาระดอกเบี้ยจ่ายพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาวะนี้กำลังบีบให้หลายประเทศจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านอื่น ๆ ได้ยากลำบากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะงบด้านการป้องกันประเทศ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  • ภาระจากการตรึงราคาพลังงานแบบวงกว้าง

หลายรัฐบาลยังคงใช้มาตรการแทรกแซงและตรึงราคาพลังงานแบบเหวี่ยงแห ซึ่งมีต้นทุนสูงและบิดเบือนกลไกตลาด โดย IMF ประเมินว่ามาตรการอุดหนุนพลังงานทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 0.5% ของ GDP โลก และในระดับรายประเทศอาจสร้างภาระทางการคลังสูงถึง 1% - 1.5% ของ GDP

ทางออกเร่งด่วนเพื่อความยั่งยืนทางการคลังจาก IMF เพื่อสกัดวิกฤตหนี้สาธารณะ IMF เสนอแนะแนวทางนโยบาย 3 ข้อสำคัญ

1.เร่งปฏิรูประบบภาษีและการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย: การออกแบบระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถช่วยเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ถึงประมาณ 3.5% ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี และเพิ่มรายได้ทางการคลังได้เกือบ 2% ของ GDP

2.เร่งลดการขาดดุลการคลัง (Fiscal Consolidation) ทันที โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีระดับหนี้สาธารณะสูง เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยที่แท้จริงขยับสูงขึ้นแล้วอย่างชัดเจน

3.ปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนกลไกตลาด: เปลี่ยนจากการตรึงราคาแบบเหมารวม มาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางโดยตรง เช่น โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน หรือเงินอุดหนุนสวัสดิการเฉพาะพื้นที่

สำหรับกลุ่ม ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ที่มีหนี้สูงและมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด IMF ได้ย้ำเตือนให้เร่งยกระดับสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ให้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ที่ระดับ 15% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและรองรับภาระดอกเบี้ยจ่ายในระยะยาวต่อไป

นอกจากนี้ IMF ยังเตือนว่าวิกฤตพลังงานเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะสั้นที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างไทยและฟิลิปปินส์ วิกฤตที่ยืดเยื้ออาจบั่นทอนสถานะทางการคลังของรัฐบาล ทำให้ความสามารถในการรับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคตลดลง IMF เสนอแนะให้อาเซียนรับมือในระยะยาวโดยการพัฒนายุทธศาสตร์พลังงานร่วมกัน เพิ่มการเชื่อมโยงระบบพลังงานในภูมิภาค และส่งเสริมการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

อนุทิน ดันโมเดล "Reinvent Thailand" ปฏิรูปเศรษฐกิจดึงลงทุนระยะยาว

นอกจากนี้ในเวทีสัมมนา Future-Ready Economy 2026 (จัดคู่ขนานกับการประชุม IMF-World Bank 2026) นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษในเวทีสัมมนานี้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพจริง และผลิตภาพยังโตช้าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โจทย์สำคัญของประเทศในวันนี้จึงไม่ใช่แค่โตเร็วขึ้น แต่ต้อง "เติบโตอย่างฉลาดขึ้น" (Grow Smarter) มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มแทนการผลิตในปริมาณมาก ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ

  •  Reinvent Thailand ผนึก 3 พลัง ดึงความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระยะยาว
  • ยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พัฒนา "ครัวของโลก" สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยี ขยับอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์สู่ตลาดมูลค่าสูง พร้อมดึงจุดแข็งด้าน Healthcare-Wellness และการท่องเที่ยว
  • สร้างรากฐานความมั่นคง 5 ด้าน เสริมความแข็งแกร่งด้านอาหาร พลังงาน น้ำ ดิจิทัล และการเงิน พร้อมเปิดทางให้ SMEs มีส่วนร่วม
  • รัฐบาลพร้อมเป็น Enabler ขจัดกฎระเบียบและอุปสรรคทางราชการที่ไม่จำเป็น ควบคู่การเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากล

OECD แนะไทยเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-เพิ่มผลิตภาพ

ขณะที่เวทีคู่ขนานอย่าง งาน FUTURE-READY ECONOMY 2026  นายมาเธียส คอร์แมนน์ เลขาธิการ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา OECD เตือนว่าเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากสงคราม วิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนด้านการค้า คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 2.9% และปี 2570 โต 3% ขณะที่ความเสี่ยงยังมีโอกาสรุนแรงกว่าคาด

อีกทั้ง OECD คาดเศรษฐกิจไทยปี 2570 ขยายตัว 2.1% พร้อมชี้ความท้าทายสำคัญคือผลิตภาพที่ชะลอลง จาก 4.8% ต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เหลือ 1.7% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่ประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง กระทบศักยภาพการเติบโตและการยกระดับรายได้ในระยะยาว

 

OECD เสนอให้ไทยเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจผ่าน 5 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มผลิตภาพของภาคธุรกิจ