
เด็กจบใหม่ 1.74 แสนคน เสี่ยงตกงาน เหตุทักษะไม่ตรงตลาดแรงงาน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ คนไทยว่างงานไตรมาส 2 ปี 2569 แตะ 4.01 แสนคน เพิ่ม 10% พบเด็กจบใหม่ 1.74 แสนคน เหตุทักษะไม่ตรงตลาดแรงงาน ขณะที่ไทยต้องการแรงงานทักษะสูง 1.1 ล้านตำแหน่ง
KEY
POINTS
- คาดการณ์ไตรมาส 2 ปี 2569 มีผู้ว่างงาน 4.01 แสนคน โดย 44% หรือราว 1.74 แสนคนเป็นเด็กจบใหม่
- สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาทักษะไม่ตรงความต้องการของตลาด (Skills Mismatch) ขณะที่ตลาดต้องการแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายถึง 1.1 ล้านตำแหน่ง
- นักศึกษาไทยกว่า 60% จบการศึกษาในสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งสวนทางกับความต้องการแรงงานด้าน STEM ที่มีสัดส่วนผู้เรียนลดลง
- ปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบคือการฟื้นตัวเศรษฐกิจแบบ K-shaped และการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่อาจมาแทนที่แรงงาน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ไตรมาส 2 ปี 2569 ผู้ว่างงานแตะ 4.01 แสนคน เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส พบเด็กจบใหม่อายุ 20-24 ปีคิดเป็น 44% หรือราว 1.74 แสนคน สะท้อนปัญหา Skills Mismatch ขณะที่ความต้องการแรงงานทักษะสูง 1.1 ล้านตำแหน่งสวนทางเด็กไทยกว่า 60% ยังเรียนสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจบใหม่ หลังศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 ที่จำนวนผู้ว่างงานเคยเพิ่มขึ้นแตะระดับมากกว่า 4.0 แสนคน
เมื่อพิจารณาโครงสร้างผู้ว่างงานตามช่วงอายุ พบว่า กลุ่มเด็กจบใหม่อายุ 20-24 ปีมีสัดส่วนสูงถึง 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 1.74 แสนคน สะท้อนความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือปัญหา Skills Mismatch หรือทักษะของแรงงานไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้น
ตลาดต้องการแรงงานทักษะสูง 1.1 ล้านตำแหน่ง
ในด้านอุปสงค์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ช่วงปี 2568-2572 ไทยจะมีความต้องการแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายประมาณ 1.1 ล้านตำแหน่ง โดยความต้องการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มมีสัดส่วนความต้องการรวมกันกว่า 69%
อย่างไรก็ตาม ด้านอุปทานแรงงานยังมีช่องว่าง เนื่องจากเด็กไทยมากกว่า 60% ยังคงจบการศึกษาในสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ขณะที่สัดส่วนผู้จบการศึกษาด้าน STEM ซึ่งครอบคลุมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ มีแนวโน้มลดลง จาก 23.2% ในปี 2563 เหลือ 22.3% ในปี 2568
เร่งผลิตแรงงานให้ตรงความต้องการตลาด
ความไม่สอดคล้องดังกล่าวทำให้การผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ โดยแรงงานจำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและสุขภาพ เพื่อรองรับทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายและการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด หรือ Super-aged Society
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังจับตา 3 ปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดแรงงานไทยในระยะข้างหน้า
ประเด็นแรกคือ Skills Mismatch ที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันให้แรงงานต้องเร่งยกระดับและปรับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ของตลาด
K-shaped กดดันการจ้างงาน ธุรกิจแบกต้นทุนสูง
ประเด็นที่สองคือ ความเหลื่อมล้ำจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบ K-shaped โดยแต่ละธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบาง การแข่งขันที่รุนแรง และต้นทุนการดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้กระทบต่อความสามารถในการสร้างรายได้ของธุรกิจ และจำกัดขีดความสามารถในการจ้างงาน
ประเด็นที่สามคือ Technology Disruption จากการเข้ามามีบทบาทของ AI และระบบอัตโนมัติในกระบวนการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ทำให้เด็กจบใหม่ รวมถึงแรงงานทักษะต่ำ มีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ภาคธุรกิจจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้แรงงานกับการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ ขณะที่แรงงานจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มทักษะที่ตลาดต้องการ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงจากการถูกแทนที่







