
GDP โต 1.9% แต่ฐานในเปราะ SMEs สินเชื่อหด-คนรับเงินว่างงานพุ่ง
เจาะไส้ใน GDP ไทยไตรมาส 2 โต 1.9% แต่สินเชื่อ SMEs หด 14 ไตรมาส ขณะที่สัดส่วนผู้รับเงินว่างงาน ม.33 สูงสุดรอบ 18 ไตรมาส สะท้อนเศรษฐกิจโตไม่ทั่วถึง
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยโต 1.9% แต่เป็นภาวะ "แข็งนอก อ่อนใน" โดยการเติบโตกระจุกตัวอยู่กับการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่กำลังซื้อในประเทศและภาคธุรกิจฐานรากยังอ่อนแอ
- ธุรกิจ SMEs เผชิญวิกฤตสินเชื่อหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 14 ทำให้ขาดสภาพคล่องและเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม
- ตลาดแรงงานส่งสัญญาณเปราะบาง โดยจำนวนผู้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส สะท้อนผลกระทบจากปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจที่ส่งผลต่อการจ้างงานโดยตรง
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงขยายตัว แต่เริ่มเห็นความแตกต่างของเครื่องยนต์เศรษฐกิจชัดขึ้น โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า GDP ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน แม้ยังมีแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปในภาคธุรกิจกลับพบสัญญาณเปราะบาง โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในไตรมาส 2 กลับมาขยายตัว 1.11% ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัว 5.07% และติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 14 สะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนของธุรกิจรายเล็ก ซึ่งสภาพัฒน์ระบุด้วยว่าความเสี่ยงด้านเครดิตของ SMEs ยังเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ
อีกด้านหนึ่ง ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณที่ต้องจับตา แม้จำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ยังเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเฉลี่ยเพิ่มเป็น 289,800 คน และคิดเป็น 2.37% ของผู้ประกันตนมาตรา 33 สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ทำให้เกิดคำถามว่า ภายใต้ GDP ที่ยังเป็นบวก เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะ “แข็งนอก อ่อนใน” หรือไม่ เมื่อการส่งออกและการลงทุนยังเดินหน้า แต่ SMEs และตลาดแรงงานกลับเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงพร้อมกัน
โตแบบ K-Shaped ส่งออกดีแต่ผลิตในประเทศไม่ตาม
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด วิเคราะห์ว่า ภาพเศรษฐกิจในลักษณะ “แข็งนอก อ่อนใน” มีหลายมิติ และส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างธุรกิจไทย โดยหากพิจารณาดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม หรือ MPI จะพบว่าในไตรมาส 2 ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
แม้การส่งออกบางกลุ่ม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ จะขยายตัวได้ดี รวมถึงได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI แต่เมื่อพิจารณาการนำเข้าควบคู่กัน พบว่าการนำเข้าก็ขยายตัวสูงตามการส่งออก ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ขยายตัวสูงในทิศทางเดียวกัน
เกวลินมองว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับการนำเข้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตส่วนใหญ่ภายในประเทศยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง การเติบโตจึงมีลักษณะคล้าย K-Shaped Economy คือบางกลุ่มสามารถเติบโตไปกับการลงทุนและการส่งออกได้ดี แต่อีกหลายกลุ่มยังประคองตัว และผลของการเติบโตไม่ได้กระจายออกไปในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศยังต้องเผชิญกับผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย ภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่ในไตรมาส 2 ยังอ่อนตัว ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมายังธุรกิจและตลาดแรงงาน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือภาคการผลิต ภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการค้าและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวเลขผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานที่เพิ่มขึ้น เกวลินระบุว่า ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นมาจากอุตสาหกรรมใด เนื่องจากต้องพิจารณาข้อมูลการจ้างงานที่จำแนกรายสาขาประกอบ แต่ในภาพรวม ภาคการผลิตถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความน่ากังวลจากภาวะการผลิตที่ยังอ่อนแอ ขณะที่ภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ที่ยังมีแนวโน้มต่ำกว่าปีก่อน
สินเชื่อ SMEs ติดลบยาว สภาพคล่องลามถึงการจ้างงาน
ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มองว่า ปัญหาสินเชื่อ SMEs และสัญญาณการจ้างงานที่อ่อนแอลงเป็นสองประเด็นที่เชื่อมโยงกัน โดยสถานการณ์ของผู้ประกอบการ SMEs ในปัจจุบันได้รับแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าและกำแพงภาษีสหรัฐฯ ตลอดจนการแข่งขันจากทุนข้ามชาติ ธุรกิจนอมินี และสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ
ปัญหาสำคัญคือ ในช่วงที่ต้นทุนสูงขึ้นและรายได้เผชิญความไม่แน่นอน SMEs ยิ่งต้องการเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่อง แต่กลับเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น แสงชัยจึงตั้งคำถามต่อประสิทธิผลของมาตรการสินเชื่อภาครัฐว่า ไม่ควรพิจารณาเพียงว่ามีโครงการหรือวงเงินสินเชื่อออกมาเท่าใด แต่ควรเปิดเผยด้วยว่า มี SMEs ยื่นขอสินเชื่อกี่ราย ได้รับอนุมัติกี่ราย และสาเหตุของการไม่ผ่านสินเชื่อคืออะไร
"เมื่อเข้าไม่ถึงสินเชื่อธุรกิจ ผู้ประกอบการบางส่วนจำเป็นต้องหันไปพึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรกดเงินสด ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงระดับ 20-30% ต่อปี แสงชัยมองว่า ด้วยอัตรากำไรของธุรกิจ SMEs ที่ค่อนข้างต่ำ การแบกรับต้นทุนทางการเงินในระดับดังกล่าวยากที่จะทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในระยะยาว"
อีกหนึ่งสัญญาณที่ต้องจับตาคือโครงสร้างแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยแสงชัยอ้างผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งพบผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งใช้แหล่งเงินทุนทั้งในและนอกระบบ และเตือนว่า หากผู้ประกอบการยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ กลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะไหลไปพึ่งพาเงินนอกระบบมากขึ้น
ปัญหาสภาพคล่องยังสามารถส่งผ่านมายังตลาดแรงงาน เมื่อผู้ประกอบการมีต้นทุนสูง รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือประสบภาวะขาดทุน ทางเลือกในการประคองกิจการอาจเริ่มตั้งแต่ลดชั่วโมงการทำงาน ลด OT ชะลอการรับพนักงานใหม่ ไปจนถึงลดจำนวนพนักงาน ซึ่งแสงชัยมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถสะท้อนออกมายังตัวเลขผู้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานของสำนักงานประกันสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น
GDP โต แต่ลงถึงใครบ้าง
เมื่อพิจารณาตัวเลขของสภาพัฒน์ควบคู่กับมุมมองจากภาควิจัยและตัวแทน SMEs ภาพเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า GDP สามารถขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด แต่ยังมีคำถามสำคัญว่า การเติบโตที่เกิดขึ้นสามารถกระจายไปยังธุรกิจขนาดเล็ก ครัวเรือน และตลาดแรงงานได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อสภาพัฒน์เองระบุว่า ภาระหนี้ครัวเรือนและความเสี่ยงด้านเครดิตของ SMEs ยังเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ
โจทย์ในช่วงที่เหลือของปีจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงเครื่องยนต์ที่กำลังขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ให้สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศมากขึ้น พร้อมกับแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ซึ่งสภาพัฒน์เองเสนอให้ยกระดับหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ และสร้างกลไกพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้ได้รับประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนต่างประเทศ
หากการลงทุนและการส่งออกยังขยายตัว แต่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว ตลาดแรงงานอ่อนแรง และกำลังซื้อภายในประเทศยังไม่ฟื้นอย่างทั่วถึง เศรษฐกิจไทยก็อาจยังอยู่ในภาวะที่ “ตัวเลขมหภาคโต แต่ความรู้สึกของคนและธุรกิจฐานกว้างไม่โตตาม” และทำให้ภาพ “แข็งนอก อ่อนใน” กลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญกว่าการมองเพียงตัวเลข GDP ในแต่ละไตรมาส.







