
‘ส.อ.ท.’ เปิด 3 ปมใหญ่ฉุดอุตสาหกรรมไทย พลังงาน-นโยบาย-กำลังผลิตส่วนเกิน
ส.อ.ท.ชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shaped แนะเร่ง Buy Thai ดัน GDP อุตสาหกรรม 1.4 แสนล้านบาท พร้อมเปิด 3 ปมใหญ่ฉุดอุตสาหกรรมไทย พลังงาน-นโยบาย-กำลังผลิตส่วนเกิน
KEY
POINTS
- ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดันสำคัญต่ออุตสาหกรรมหลายกลุ่ม เช่น เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี และเหล็ก
- ข้อจำกัดเชิงนโยบายของภาครัฐ เช่น การจำกัดการส่งออกน้ำมัน ทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มต้องปรับลดกำลังการผลิตลง
- อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) โดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่บางอุตสาหกรรมมีการขยายกำลังการผลิตใหม่เร็วกว่าการผลิตจริง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2569 ซึ่งขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังประคองการขยายตัวได้ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงและมีลักษณะ K-shaped อย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลของ ส.อ.ท. เอง
ทั้งนี้ ล่าสุดดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) เดือนกรกฎาคม ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีค่าดัชนีฯ อยู่ที่ 105.5 ขณะที่ขนาดย่อมอยู่เพียง 75.3 และรายกลุ่มอุตสาหกรรม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 109.0 เคมีภัณฑ์อยู่เพียง 59.7 และเป็นกลุ่มเดียวที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าเศรษฐกิจสองความเร็ว (Two-Speed Economy) เกิดขึ้นจริงทั้งในมิติขนาดกิจการและรายสาขา
การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate : CapU) เฉลี่ยอยู่ที่ 57.47% ลดลง 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ TISI ไตรมาส 2 เฉลี่ยอยู่ที่ 86.1
เปิดสาเหตุใช้กำลังผลิตต่ำ
ส.อ.ท. วิเคราะห์ว่าการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำ มีสาเหตุแตกต่างกันสามลักษณะซึ่งต้องใช้มาตรการต่างกัน ประกอบด้วย
- กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างด้านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ประกอบกับกำลังการผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศ เช่น เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบการนำเข้าวัตถุดิบ
- กลุ่มที่การผลิตถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเชิงนโยบาย เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาเดินเครื่องเกือบเต็มกำลังมาโดยตลอด แต่เมื่อการส่งออกถูกจำกัดและคลังจัดเก็บน้ำมันสำเร็จรูปเต็มความจุ จึงจำเป็นต้องปรับการผลิตให้พอดีกับความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว
- กลุ่มที่กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าการผลิตจากการลงทุนระลอกใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และแผ่นวงจรพิมพ์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกของการลงทุนที่กำลังทยอยเดินเครื่อง
การส่งออกที่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรกกระจุกตัวอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มอื่นโดยรวมยังขยายตัวได้จำกัด จึงสอดคล้องกับภาคการผลิตที่ยังฟื้นตัวจำกัด
แนะ 2 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ส.อ.ท. เสนอแนวทางสองด้านควบคู่กัน ด้านแรก คือ การสร้างแรงส่งจากอุปสงค์ภายในประเทศผ่านโครงการ Buy Thai โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่มีการจ้างงานสูง และมีกำลังการผลิตเหลืออยู่มาก เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันใช้กำลังการผลิตเพียง 37–50% จึงพร้อมเพิ่มการผลิตได้ทันทีเมื่อมีคำสั่งซื้อ และเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานสูง ตรงกับขาล่างของตัว K โดยการส่งเสริมช่องทางจำหน่าย และรณรงค์ให้คนซื้อสินค้าไทย ควบคู่กับการดูแลสินค้านำเข้าที่ทุ่มตลาด เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ผลิตไทยอย่างแท้จริง
ด้านที่สอง คือ มาตรการปลดล็อกข้อจำกัดการผลิต ได้แก่ การพิจารณาเปิดการส่งออกน้ำมันส่วนที่เกินจากความต้องการและปริมาณสำรองในประเทศอย่างมีเงื่อนไข โดยการดูแลราคาขายปลีกยังดำเนินการได้ผ่านกลไกค่าการกลั่นที่มีอยู่ การเร่งรัดโครงการก่อสร้างภาครัฐพร้อมส่งเสริมการใช้เกณฑ์ Made in Thailand (MiT) ซึ่งจะช่วยฟื้นคำสั่งซื้อเหล็กและวัสดุก่อสร้างโดยตรง ตลอดจนการดูแลความมั่นคงด้านวัตถุดิบและโครงสร้างราคาพลังงานของภาคอุตสาหกรรม
ส.อ.ท. ประเมินว่า หากยกระดับ CapU เพิ่มขึ้น 5 จุด จากระดับปัจจุบันที่ประมาณร้อยละ 57.5 เป็นร้อยละ 62.5 จะช่วยเพิ่ม GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือ 0.7% ของ GDP โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่ Buy Thai เข้าถึงได้โดยตรง และอีกส่วนสำคัญมาจากการปลดล็อกเชิงนโยบายข้างต้น
ในอีกด้านหนึ่ง การลงทุนถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 9.1% และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% เร่งขึ้นจาก 10.1% ในไตรมาสแรก สะท้อนแรงส่งของการลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ และ Data Center
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญ คือ การทำให้การลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศได้กว้างขึ้น โดยปัจจุบันโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 42% ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด
เป้าหมายของ ส.อ.ท. คือ การยกระดับสัดส่วนนี้ให้สูงขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทย การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาทักษะและการจ้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อให้การขยายตัวของการลงทุนยกระดับขีดความสามารถของภาคการผลิตไทยในระยะยาว







