
ค่าเงินบาทวันนี้ 19 ส.ค.69 อ่อนแตะ 33.14 บาท ดอลลาร์แข็ง-ทองคำร่วง
เงินบาทเช้านี้อ่อนแตะ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ ตามดอลลาร์แข็ง-ทองคำร่วง ท่ามกลางตะวันออกกลางตึงเครียด น้ำมันเบรนท์จ่อ 92 ดอลลาร์ จับตาเฟดคืนนี้ ปัญหาตะวันออกกลาง กรอบวันนี้ 33.00-33.30 บาท
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลง แตะระดับ 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
- ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าเงิน
- นักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยเงินบาทเช้านี้อ่อนค่าที่ 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงแข็งค่าของดอลลาร์และแรงกดดันจากราคาทองคำ ขณะที่ความตึงเครียดตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง เบรนท์จ่อ 92 ดอลลาร์ จับตารายงานประชุมเฟดคืนนี้ คาดเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.05-33.20 บาท ขณะที่กรุงไทยมองกรอบ 24 ชั่วโมงที่ 33.00-33.30 บาท
บาทอ่อนตามภูมิภาค ดอลลาร์ได้แรงซื้อคืน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ประมาณ 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (08.45 น.) อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียปรับตัวอ่อนค่าลง ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์ที่ทยอยฟื้นตัวจากแรงซื้อคืนเพื่อปรับโพสิชัน ขณะที่ตลาดรอติดตามสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะเปิดเผยในคืนนี้
อีกปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะท่าทีที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ต่อสถานะการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเดินเรือเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ช่วงเช้าเข้าใกล้ระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ที่ 33.05-33.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ กระแสเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานการประชุมเฟดวันที่ 28-29 กรกฎาคม
กรุงไทยชี้บาทถูกกดดันจากทองคำร่วง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 33.11 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ โดยช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.03-33.14 บาทต่อดอลลาร์ ตามการทยอยแข็งค่าของเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของดอลลาร์ยังถูกจำกัดจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาดในหลายรายการ โดยเฉพาะตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคมที่ขยายตัวเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ต่ำกว่าที่ตลาดคาด
เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยแรงขายทองคำส่วนหนึ่งมาจากการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง หลังหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ปรับตัวลงแรง ขณะที่แรงซื้อ Buy on Dip และความกังวลต่อฐานะการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจหลักยังเป็นปัจจัยช่วยพยุงราคาทองคำไว้
ตลาดหุ้นปิดรับความเสี่ยง หุ้น AI-Semiconductor ถูกเทขาย
บรรยากาศตลาดการเงินโลกยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดว่าจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
ขณะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงยังสร้างแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น Growth โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor โดย Micron ร่วง 7% ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.22% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.69% และ Nasdaq Composite ดิ่งลง 1.33%
ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงขายเช่นเดียวกัน โดย STOXX 600 ลดลง 0.69% ขณะที่ ASML ร่วง 4.9% จากแรงขายหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor อย่างไรก็ดี หุ้นพลังงานและ Healthcare ยังได้รับแรงซื้อ โดย Shell เพิ่มขึ้น 1.6%
บอนด์ยีลด์สูง หนุนจังหวะสะสมพันธบัตรระยะยาว
สำหรับตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาที่ระดับ 4.70% จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด และแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวหลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา
กรุงไทยยังคงมุมมองว่า นักลงทุนสามารถทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากประเมินว่าเฟดมีโอกาสคงดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ก่อนทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่อยู่เหนือระดับ 4.70% ถือว่าอยู่ในระดับสูงและมีส่วนรองรับความเสี่ยง หากเฟดกลับมาขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 2-3 ครั้ง โดยจากการทำ Sensitivity Analysis หากเกิดกรณีดังกล่าว บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มขึ้นอีกราว 40 จุดเบสิกพอยต์จากระดับปัจจุบัน
จับตา FOMC Minutes ชี้ทิศทางดอลลาร์และเงินบาท
ด้านตลาดค่าเงิน ดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นตามภาวะปิดรับความเสี่ยงและความกังวลตะวันออกกลาง แต่การแข็งค่าถูกจำกัดจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสานและบอนด์ยีลด์ 10 ปีที่ย่อตัวลง ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ขยับขึ้นบริเวณ 99.7 จุด
สำหรับปัจจัยสำคัญในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะจับตารายงานการประชุม FOMC ล่าสุดในช่วงประมาณ 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย รวมถึงผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 20 ปี ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ระยะยาว
ขณะที่ยุโรปจะมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนกรกฎาคมของอังกฤษและยูโรโซน รวมถึงถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่วนเอเชียต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ซึ่งตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.75%
กรุงไทยมองเงินบาทยังมี Two-way Risk
นายพูนระบุว่า แนวโน้มเงินบาทระยะสั้นยังมีความเสี่ยงทั้งสองด้าน (Two-way Risk) ขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งจะขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ในระยะสั้น เงินบาทยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียและค่าเงินภูมิภาค
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของดอลลาร์อาจถูกจำกัด เนื่องจากนักลงทุนรอปัจจัยใหม่ ทั้งรายงาน FOMC Minutes ถ้อยแถลงของประธานเฟดในการประชุม Jackson Hole Symposium วันที่ 27-29 สิงหาคม รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ปลายเดือนนี้ และ CPI สหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือนกันยายน ก่อนการประชุม FOMC เดือนกันยายน
ทั้งนี้ หากข้อมูลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจยุโรปออกมาอ่อนแอกว่าคาด จนตลาดลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE และ ECB อาจกดดันเงินปอนด์และยูโรให้อ่อนค่าลง และเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมต่อดอลลาร์
แนวโน้มเทคนิคชี้บาทยังมีโอกาสกลับมาแข็งค่า
ในเชิงเทคนิค กรุงไทยมองว่าเงินบาทที่เคยแข็งค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน ทำให้หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ในกรอบเวลารายวัน เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหวแบบ Sideways
หากเงินบาทสามารถกลับมาแข็งค่าทะลุแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบเวลารายสัปดาห์ จะเป็นสัญญาณให้ปรับมุมมองว่าเงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า กรุงไทยประเมินไว้ที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยระยะสั้นยังต้องจับตาความผันผวนจากทิศทางดอลลาร์ ราคาทองคำ ฟันด์โฟลว์ และสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด







