thansettakij
thansettakij
ถอดบทเรียนโลก รับมือ 'สายบิด' เมื่อ Virtual Bank เปิดเกมสินเชื่อดิจิทัลไทย

ถอดบทเรียนโลก รับมือ 'สายบิด' เมื่อ Virtual Bank เปิดเกมสินเชื่อดิจิทัลไทย

05 ส.ค. 69 | 04:46 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ส.ค. 69 | 05:01 น.

เปิดบทเรียนจากต่างประเทศ รับมือพฤติกรรม 'สายบิด' ในระบบสินเชื่อดิจิทัล ผ่านกรณีศึกษาจากอินโดนีเซีย อินเดีย เคนยา สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

KEY

POINTS

  • การเปิดตัว Virtual Bank แห่งแรกในไทย (CLICX Bank) ได้จุดกระแส "สายบิด" ที่ชักชวนให้จงใจผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อดิจิทัล โดยมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลทางกฎหมาย
  • การเบี้ยวหนี้ Virtual Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในระบบ จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อประวัติในเครดิตบูโร ถูกดำเนินคดีแพ่งเพื่อยึดทรัพย์ และอาจมีความผิดอาญาฐานฉ้อโกงหากให้ข้อมูลเท็จ
  • บทเรียนจากต่างประเทศชี้แนวทางรับมือหลายรูปแบบ เช่น อินเดียคุมเข้มการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของแอปเงินกู้, เคนยาปฏิรูประบบข้อมูลเครดิตเพื่อปกป้องลูกหนี้รายย่อย และสหรัฐฯ/อังกฤษนำประวัติหนี้ BNPL มาคำนวณในเครดิตสกอร์

การเปิดให้บริการสินเชื่อดิจิทัล "CLICX พร้อมใช้" โดยธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLICX Bank เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของภูมิทัศน์สถาบันการเงินไทย ในฐานะการเปิดตัวธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เต็มรูปแบบรายแรกของประเทศ CLICX Bank เกิดจากการผสานพลังเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสามองค์กรธุรกิจระดับประเทศ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 41 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 39 และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 20 ผ่านบริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเข้าถือหุ้นรวมร้อยละ 99.95 ด้วยฐานลูกค้ารวมกันของพันธมิตรกว่า 50 ล้านคน

โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และระบบนิเวศเชิงพาณิชย์ที่ครอบคลุม การเกิดขึ้นของ CLICX Bank จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเงิน โดยเฉพาะการขยายโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ไม่สามารถแสดงเอกสารทางการเงินตามเกณฑ์ของธนาคารดั้งเดิมได้

 

บิดแอปเถื่อน

อย่างไรก็ดี ในวันแรกของการเปิดยื่นขอสินเชื่อ ได้เกิดปรากฏการณ์ความต้องการเงินทุนทะลักเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์เกิดความล่าช้าและระบบแอปพลิเคชันค้างเป็นระยะ ควบคู่ไปกับการเกิดกระแสถกเถียงอย่างรุนแรงบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการกู้เงินและกลุ่มที่ใช้ชื่อลักษณะ "บิดแอปเถื่อน" ผู้สมัครจำนวนมากได้นำภาพหน้าจอผลการพิจารณาอนุมัติวงเงิน ซึ่งมีตั้งแต่ระดับหลักพันบาทไปจนถึง 20,000 บาท มาเผยแพร่ พร้อมโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนให้ปฏิเสธการชำระหนี้คืน หรือที่เรียกกันในภาษาชาวเน็ตว่า "สายบิด" หรือ "บิดนิ่มๆ"

พฤติกรรมดังกล่าวก่อตัวขึ้นจากความเข้าใจผิดที่ว่า สินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันไร้สาขาเป็นเพียงข้อพิพาททางแพ่งที่ไม่ก่อให้เกิดโทษจำคุก และหากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินในชื่อตนเอง สถาบันการเงินก็จะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังปรากฏการตั้งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนวิธีทดลองระบบและเจาะช่องโหว่ของอัลกอริทึม AI Credit Scoring เช่น การทดลองกรอกข้อมูลอาชีพและรายได้เท็จเพื่อให้ผ่านการพิจารณาอนุมัติวงเงิน

ล่าสุดเมื่อวันทีี 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ธนาคารคลิกซ์ (CLICX) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าไม่ได้ลดมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อตามที่มีกระแสดราม่าในโซเชียล พร้อมเตือนว่าการตั้งใจไม่ชำระหนี้หรือให้ข้อมูลเท็จจะส่งผลเสียต่อเครดิตบูโรและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

บิดเเล้วจะรอดไหม

ในแง่ของข้อกฎหมายและกลไกการเงิน ความเข้าใจของกลุ่ม "สายบิด" ถือเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจาก CLICX Bank มีสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นสมาชิกของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เมื่อผู้กู้ยืนยันรับวงเงินและเบิกถอนเงินออกไป ย่อมเกิดสัญญาผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ หากมีการผิดนัดชำระหนี้ ระบบจะคิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มขึ้นจากอัตราปกติสูงสุดไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี พร้อมทั้งรายงานประวัติการผิดนัดชำระไปยังเครดิตบูโร ซึ่งจะส่งผลให้ประวัติทางการเงินเสียหาย และถูกตัดออกจากระบบการเงินอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีอำนาจตามกฎหมายในการหักกลบเงินฝาก ดำเนินคดีแพ่งเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินและเงินเดือนผ่านกรมบังคับคดีตลอดอายุความ 10 ปี และที่สำคัญที่สุด หากตรวจสอบพบว่าผู้กู้มีเจตนาจงใจกรอกข้อมูลเท็จหรือปลอมแปลงข้อมูลเพื่อหลอกลวงระบบ AI ตั้งแต่ต้น การกระทำดังกล่าวจะเปลี่ยนจากข้อพิพาททางแพ่งไปสู่ความผิดฐาน "ฉ้อโกง" ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกทัน

บทเรียนจากต่างประเทศ รับมือพฤติกรรม "สายบิด"

พฤติกรรมการจงใจไม่ชำระหนี้ หรือ "Strategic Default" ในระบบสินเชื่อดิจิทัล ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ร่วมระดับสากลที่วิวัฒนาการควบคู่ไปกับการเติบโตของเทคโนโลยีการเงิน (FinTech) และสถาบันการเงินดิจิทัลในหลายภูมิภาคทั่วโลก

อินโดนีเซีย วิกฤตการณ์ "Galbay" (Gagal Bayar) และเครือข่ายธุรกิจมืด Joki Pinjol

ประเทศอินโดนีเซียเผชิญกับวิกฤตพฤติกรรมการบิดหนี้ดิจิทัลรุนแรงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีศัพท์เฉพาะที่แพร่หลายในสังคมคือ "Galbay" ซึ่งย่อมาจาก "Gagal Bayar" หมายถึงการล้มเหลวหรือการจงใจปฏิเสธการชำระหนี้สินเชื่อออนไลน์ (Pinjaman Online หรือ Pinjol) พฤติกรรม Galbay ได้ยกระดับจากปัญหาสภาพคล่องระดับบุคคล ไปสู่ปรากฏการณ์ทางสังคมเชิงเครือข่าย (Collective Phenomenon) ผ่านการรวมตัวกันในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, Telegram, TikTok และ X โดยบางกลุ่มมีจำนวนสมาชิกรวมกันตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงมากกว่า 100,000 คน

ภายในชุมชน Galbay เหล่านี้ มีการแบ่งปันกลยุทธ์การหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ติดตามทวงถามหนี้ (Debt Collectors) 1 และได้ก่อให้เกิดธุรกิจผิดกฎหมายที่เรียกว่า "Joki Pinjol" หรือนายหน้าปลอมแปลงข้อมูล ซึ่งทำหน้าที่สร้างโปรไฟล์เท็จเพื่อนำไปกู้เงินผ่านแอปพลิเคชันสินเชื่อ แล้วแนะนำให้ลูกหนี้ทำการ Galbay ทันทีโดยแลกกับค่าธรรมเนียมส่วนแบ่ง 2 จากการสำรวจของ Jakpat ในปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า การพุ่งสูงขึ้นของเคส Galbay ไม่ได้เกิดจากผู้กู้รายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลุ่มผู้ใช้เดิมที่แบกรับภาระหนี้ไม่ไหวท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แล้วหันมาใช้กลยุทธ์ Galbay ตามคำแนะนำในโซเชียลมีเดีย 3 ส่งผลให้สมาคม FinTech อินโดนีเซีย (AFPI) และหน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน (OJK) ต้องออกมาระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวทำลายเสถียรภาพของอุตสาหกรรม FinTech P2P Lending อย่างรุนแรง 4 จนนำไปสู่การกวาดล้างของศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามกิจกรรมทางการเงินผิดกฎหมาย (Satgas PASTI) และการใช้อำนาจตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDP Law) และกฎหมาย ITE ดำเนินคดีอาญากับผู้ให้บริการ Joki และผู้กู้ที่ใช้ข้อมูลเท็จ 5

อินเดีย มาตรการคุ้มครองข้อมูลขั้นเด็ดขาดและการกำกับดูแล Digital Lending Apps (DLAs)

ในประเทศอินเดีย การเติบโตอย่างรวดเร็วของแอปพลิเคชันสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending Apps - DLAs) เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ไม่มีประวัติทางการเงิน (Thin-File Borrowers) นำไปสู่ปัญหาการทวงถามหนี้โหดและการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ในช่วงแรก DLAs หลายแห่งใช้อัลกอริทึมในการเข้าถึงรายชื่อติดต่อ (Contact List) คลังภาพ และบันทึกการโทรในสมุดโทรศัพท์ของผู้กู้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองและข่มขู่ประจานเมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India - RBI) ได้ออกแนวปฏิบัติการให้สินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending Guidelines) อย่างเด็ดขาด โดย RBI กำหนดห้ามไม่ให้แอปพลิเคชันสินเชื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินเครดิต เช่น สมุดโทรศัพท์ คลังภาพ หรือประวัติการโทรโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งบังคับให้สถาบันการเงินต้องออกเอกสารแสดงข้อมูลสำคัญ (Key Fact Statement - KFS) เพื่อเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยสุทธิต่อปี (Annual Percentage Rate - APR) และค่าธรรมเนียมทั้งหมดล่วงหน้า หากค่าธรรมเนียมใดไม่ได้ระบุใน KFS ผู้กู้จะมีสิทธิตามกฎหมายในการปฏิเสธการชำระเงิน นอกจากนี้ RBI ยังได้จัดตั้งองค์กร DIGITA (Digital India Trust Agency) ขึ้นมาเพื่อสแกนและรับรองความถูกต้องของ DLAs ก่อนอนุญาตให้เผยแพร่บน App Store รวมถึงบังคับให้ธุรกรรมการเงินทั้งหมดต้องวิ่งผ่านบัญชีของสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต (Regulated Entities - REs) เท่านั้น ห้ามผ่านบัญชีของบริษัทตัวกลาง (Lending Service Providers - LSPs)

เคนยา การปฏิรูป Credit Reference Bureau (CRB) และกลไกฟื้นฟูสภาพเครดิต

ประเทศเคนยาซึ่งเป็นผู้นำด้านสินเชื่อดิจิทัลผ่านมือถือ (Mobile Digital Credit) เช่น Tala, Branch และบริการบนระบบ M-Pesa ต้องเผชิญกับปัญหากลุ่มผู้กู้รายย่อยเกิดการผิดนัดชำระหนี้และติดแบล็กลิสต์ในระบบข้อมูลเครดิตเป็นจำนวนมาก แอปพลิเคชันสินเชื่อไร้การกำกับดูแลหลายแห่งใช้วิธีส่งข้อความประจานไปยังรายชื่อติดต่อของผู้กู้เมื่อเกิดการผิดชำระ

ตอบสนองต่อวิกฤตดังกล่าว ธนาคารกลางเคนยา (Central Bank of Kenya - CBK) ได้ทำการปฏิรูปกฎหมาย Credit Reference Bureau (CRB) Regulations โดยเพิกถอนสิทธิของบริษัทสินเชื่อดิจิทัลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตมากกว่า 300 แห่ง ไม่ให้สามารถส่งรายงานประวัติลูกหนี้เสียเข้าสู่ระบบ CRB ได้ พร้อมทั้งกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่า ยอดหนี้ค้างชำระที่ต่ำกว่า 1,000 เคนยาสเปกตรัม/ชิลลิง (Ksh) จะไม่ถูกนำมาบันทึกติดแบล็กลิสต์ในระบบ CRB เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกตัดโอกาสทางการเงินจากยอดหนี้ขนาดเล็ก นอกจากนี้ CBK ยังได้เปิดตัวโครงสร้างฟื้นฟูเครดิต (Credit Repair Framework) บังคับให้สถาบันการเงินยกเว้นยอดหนี้เสีย (NPL) สินเชื่อดิจิทัลให้อย่างน้อยร้อยละ 50 เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถปรับโครงสร้างหนี้และกลับเข้าสู่ระบบการเงินได้อีกครั้ง

สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร สินเชื่อ BNPL และกระแส Strategic Default บน TikTok

ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร พฤติกรรมการบิดหนี้ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดในบริการ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" (Buy Now, Pay Later - BNPL) เช่น Klarna, Clearpay และ Affirm ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่ม Gen Z และ Millennials

งานวิจัยระบุว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่มองบริการ BNPL ว่าเป็นเพียงกลไกการบริหารสภาพคล่องมากกว่า "สัญญาหนี้สิน" ส่งผลให้เกิดพฤติกรรม Strategic Default โดยจงใจปฏิเสธการชำระหนี้ในงวดสุดท้าย พฤติกรรมนี้ถูกชี้นำและขยายผลผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งมีการสร้างมีม (Memes) แฮชแท็ก และคำศัพท์เฉพาะกลุ่มที่สร้างค่านิยมมองว่าการเบี้ยวหนี้ BNPL เป็นเรื่องปกติหรือเป็นเกมเอาชนะระบบ เพื่อแก้ปัญหานี้ บริษัทข้อมูลเครดิตระดับโลกอย่าง Experian และ Equifax ได้ปรับเปลี่ยนแบบจำลอง โดยนำประวัติการชำระและผิดนัดชำระหนี้ของบริการ BNPL เข้ามาคำนวณในรายงาน Credit Score ตามปกติ ซึ่งช่วยปิดช่องโหว่ทางพฤติกรรมและป้องปรามการตั้งใจเบี้ยวหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ