
MINT ดึง 14 โรงแรมตั้งกองรีท 3 หมื่นล้าน ตลาดหุ้นสิงคโปร์ จ่อ IPO ไมเนอร์ ฟู้ด ในฮ่องกง
MINT กางแผนปี 2569 ดึง 14 โรงแรมในไทยและต่างประเทศ ตั้งกองรีท มูลค่าสินทรัพย์ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3 หมื่นล้านบาท ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทั้งเล็งนำ ไมเนอร์ ฟู้ด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เดินหน้าลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท ขยายธุรกิจโรงแรมและอาหารโตก้าวกระโดดผ่านโมเดล Asset-Light
KEY
POINTS
- ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่น แนล หรือ MINT ดึง 14 โรงแรมตั้งกองรีท 3 หมื่นล้านบาท เข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ ช่วงครึ่งหลังของปีนี้
- จ่อนำ ไมเนอร์ ฟู้ด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เสริมแกร่ง ขยายแบรนด์ธุรกิจอาหาร
- ปี 2569 ลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท ขยายธุรกิจโรงแรมและอาหารโตก้าวกระโดดผ่านโมเดล Asset-Light
วันนี้ (วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569) นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT กล่าวว่า MINT อยู่ระหว่างศึกษา เพื่อเตรียมการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ของกลุ่มโรงแรม หรือกองรีทโรงแรม โดยตั้งเป้ากองรีทนี้จะมีมูลค่าสินทรัพย์รวม (Gross Asset Value) ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ( 31,200 ล้านบาท ณ 31.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ทรัพย์สินที่จะใส่เข้าไปใน REIT
เบื้องต้นมี 14 แห่ง แบ่งเป็น 12 แห่งในยุโรป และ 2 แห่งในไทย และไมเนอร์ (MINT) จะยังคงถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ (เป้าหมายคือต่ำกว่า 50% เล็กน้อย) แต่ยังคงอำนาจในการควบคุมบริหารจัดการเพื่อให้สามารถรวมงบการเงิน (Consolidation)ได้
ทั้งนี้บริษัทมีแผนจะนำกองรีทเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เนื่องจากมองว่าตลาดสิงคโปร์มีความเข้าใจในเครื่องมือทางการเงินประเภทนี้ว่าเป็นเครื่องมือประเภททุน (Equity Instrument) ที่ชัดเจนกว่าตลาดไทย
ทั้งยังมีฐานนักลงทุนต่างชาติที่กว้างขวางกว่า ตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ครึ่งปีหลังของปีนี้
การตัดสินใจตั้งกองรีท เนื่องจากมองว่าเป็นกลยุทธ์ ในการปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ (Unlock Asset Value) เพื่อนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาเปลี่ยนเป็นทุนสำหรับใช้ในการขยายงานหรือลดหนี้ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนในกองรีท คาดการณ์ประมาณ 500-600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามสัดส่วนที่ขาย จะนำมาใช้ลดหนี้สิน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบดุลและลดภาระดอกเบี้ย
ทั้งกองรีทเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจแบบ "Asset-Light" ที่ช่วยให้บริษัทสามารถขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในอนาคต แต่ยังสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องผ่านค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ
รวมถึงช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น และการทำกองรีทถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับการขายสินทรัพย์แบบเดิม (Asset Recycling) ที่บริษัทจะเสียกรรมสิทธิ์และโอกาสในการได้รับผลประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต แต่
การทำกองรีทช่วยให้บริษัทมีเครื่องมือในการจัดหาเงินทุนที่ยืดหยุ่น โดยไม่ต้องแบกภาระสินทรัพย์ไว้ในงบดุลของบริษัทแม่ทั้งหมด บริษัทยังสามารถรับรู้รายได้และกำไรจากสินทรัพย์นั้นได้อยู่ และช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้น ในระยะยาว
นอกจากนี้บริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Minor Food เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง การตัดสินใจทำ IPO ที่ฮ่องกง เนื่องจาก
1. มูลค่าบริษัท (Valuation) ซึ่งตลาดฮ่องกงมักจะให้สัดส่วนราคาต่อกำไร ที่สูงกว่าและจูงใจมากกว่า ซึ่งจะช่วยสะท้อนมูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจอาหาร
2. มีฐานนักลงทุน ที่ใหญ่และกว้างขวางกว่าในประเทศไทย ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนระดับนานาชาติได้มากขึ้น
3.การสร้างความแตกต่าง (Positioning)โดยบริษัทต้องการวางตำแหน่ง ไมเนอร์ ฟู้ด ให้เป็น "Regional Play" หรือ "Southeast Asia Play" เพื่อเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุน (Diversify) จากหุ้นกลุ่มจีนเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและสำรวจ (Exploration stage) และยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย บริษัทกำลังพิจารณาปัจจัยด้านสภาวะตลาด มูลค่าที่เหมาะสม และสัดส่วนที่จะนำออกมา IPO โดยคาดการณ์ว่าอาจจะมีความชัดเจนหรืออัปเดตข้อมูลได้ในช่วงปลายปีนี้
“การทำกองรีทโรงแรม และการแยกธุรกิจอาหารออกมาทำ IPO จะเป็นการปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์และสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มในระยะยาว ทั้ง MINT จะนำเงินที่ได้ส่วนใหญ่ไปชำระคืนหนี้ เพื่อลดภาระหนี้และดอกเบี้ย และบางส่วนจะใช้เพื่อการขยายธุรกิจแบบ Asset-Light ต่อไป MINT ตั้งเป้าอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) ให้อยู่ในช่วง 0.75 - 0.85 เท่าในปี 2026”
นายดิลลิป ยังกล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 ปีนี้ ตั้งเป้ามีโรงแรมเพิ่มจาก 636 แห่งเป็นประมาณ 850 แห่ง โดยในปี 2569 มีแผนที่จะเซ็นสัญญาบริหารใหม่ไม่ต่ำกว่า 50 สัญญา และร้านอาหารจาก 2,746 เป็น 4,150 สาขา เน้นในการขยายแบบ Asset-light คือการรับบริหารโรงแรม (ในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) และการขยายสาขาแฟรนไชส์ร้านอาหาร (ในอินโดนีเซียและอินเดีย)
นอกจากนี้ MINT ยังเน้นขยายการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) ทั้งโครงการที่ลงทุนเองและโครงการที่เป็นการให้สิทธิใช้ชื่อแบรนด์ (Fee-based) เช่น โครงการ Kiara Reserve ที่ภูเก็ต และโครงการในบาหลีและสมุย ซึ่งให้ผลตอบแทนการลงทุน (IRR) สูงถึง 30%
ในปีนี้คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ ประมาณ 60% จะใช้ในการบำรุงรักษาและอัปเกรดโรงแรมเดิมเพื่อเพิ่มราคาห้องพัก (ADR) ตั้งเป้ารายได้เติบโตในอัตรา High Single-Digit ต่อปี กำไรเติบโต 15-20% ต่อปี

