
ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 6.06 จุด นักลงทุนลุ้นงบ Big Tech จับตาสงครามน้ำมัน
ดาวโจนส์ปิดลบเล็กน้อย 6.05 จุด น้ำมันพุ่ง-เฟด-นักลงทุนรอผลประกอบการยักษ์เทคโนโลยี สงครามตะวันออกกลาง กำหนดทิศทางตลาด ขณะที่ Nasdaq ร่วงกว่า 146 จุด
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดลบเล็กน้อย 6.06 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวลงกว่า 100 จุด
- นักลงทุนจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) เพื่อประเมินแนวโน้มการใช้จ่ายด้าน AI และบริการคลาวด์
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 3% สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับลงเล็กน้อยในวันพุธ (22 ก.ค.)
ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดตลาดปรับตัวลงกว่า 100 จุด ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี
ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Alphabet และติดตามสถานกาารณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,218.58 จุด ลดลง 6.06 จุด หรือ -0.01%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,498.96 จุด ลดลง 10.24 จุด หรือ -0.14%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,690.90 จุด ลดลง 146.30 จุด หรือ -0.57%
หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยร่วงลง 1.3% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวลง 0.8% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคทำผลงานได้ดีที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.3% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุพุ่งขึ้น 1.45%
จัยตาผลประกอบการบิ๊กเทคฯ
นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เพื่อประเมินข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ความต้องการใช้บริการคลาวด์ ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีของภาคธุรกิจ และแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง
โดยบริษัท IBM, Tesla, Texas Instruments และ Alphabet จะเปิดเผยผลประกอบการหลังปิดตลาด
หุ้น Alphabet เผชิญกับการซื้อขายที่ผันผวนในระหว่างวัน ก่อนที่จะปิดตลาดลดลง 1.5% โดยนักลงทุนจับตาความเคลื่อนไหวของ Alphabet อย่างใกล้ชิดหลังจากบริษัทได้เลื่อนการเปิดตัว Gemini 3.5 Pro ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของบริษัท
หุ้น Texas Instruments ปิดตลาดบวก 1% และหุ้น Tesla ปิดตลาดลดลง 1.3% ก่อนที่บริษัททั้งสองแห่งจะรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาด
ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ปิดตลาดขยับขึ้น 0.4% ซึ่งฟื้นตัวหลังจากที่ดิ่งลงในช่วงแรก
หุ้น Super Micro Computer ทะยานขึ้น 19.8% ซึ่งเป็นหุ้นที่ปรับตัวแข็งแกร่งที่สุดในดัชนี S&P500 หลังจากผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์รายนี้ได้รับคำสั่งซื้อใหม่มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 ส่วนหุ้นบริษัทในกลุ่มเดียวกันอย่าง Dell Technologies พุ่งขึ้น 9.3% และหุ้น Hewlett Packard Enterprise ปรับตัวขึ้น 3%
นักลงทุนติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่แล้ว นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 3% ปิดที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 สัปดาห์ในวันพุธ
หลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้คุกคามการเดินเรือในทะเลแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกเช่นเดียวกับช่องแคบฮอร์มุซ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า หากอิหร่านยังคงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ก็จะตอบโต้ด้วยการทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่านทุกครั้ง
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เฟด (FED) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.นี้ แต่ก็ให้นัำหนักมากถึง 76% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.







