
ดาวโจนส์ปิดตลาดร่วง 406 จุด หุ้น AI ดิ่งแรง ฉุดวอลล์สตรีทแดงทั้งกระดาน
ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนหนัก หุ้น AI ถูกเทขาย ฉุดดาวโจนส์ร่วงกว่า 400 จุด ด้านหุ้นชิปเข้าสู่ตลาดหมี กดดัน Nasdaq ดิ่ง นักลงทุนกังวลเม็ดเงิน AI ชะลอ
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลงกว่า 406 จุด ส่งผลให้ดัชนีหลักของวอลล์สตรีทปิดในแดนลบทั้งกระดาน
- สาเหตุหลักมาจากการเทขายหุ้นในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของการใช้จ่ายในด้านนี้
- แรงเทขายได้ขยายวงกว้างไปยังหุ้นกลุ่มอื่น โดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Meta และ Alphabet ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (17 ก.ค.)
หลังนักลงทุนเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรืเอไอ (AI) ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในปีนี้
ก่อนที่แรงขายจะขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ และกดดันให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในการลงทุน
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,146.42 จุด ลดลง 406.55 จุด หรือ -0.77%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,457.69 จุด ลดลง 76.08 จุด หรือ -1.01%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,520.24 จุด ลดลง 361.70 จุด หรือ -1.40%
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตัวของสหรัฐฯ ปิดลบทั้งหมด และปรับตัวลงเมื่อเทียบรายสัปดาห์ โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนำตลาดปรับตัวลงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เป็นกลุ่มแรกที่ถูกเทขาย ก่อนที่แรงขายจะขยายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ตลอดการซื้อขาย
ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ร่วงลงมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปีเมื่อเทียบรายสัปดาห์ และร่วงลงกว่า 18% ในเดือนก.ค.
อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงปรับตัวขึ้นเกือบ 65% นับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ดัชนีดังกล่าวปิดต่ำกว่าระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. มากถึง 20.2% ซึ่งยืนยันว่าดัชนีเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) ตั้งแต่วันดังกล่าว
นักลงทุนปรับพาร์ตรับการใช้จ่าย AI ชะลอตัว
นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนบางส่วนเริ่มปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับการชะลอตัวของการใช้จ่ายด้าน AI ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้จัดการกองทุนเชิงรุกบางรายได้เริ่มลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มนี้
ในกลุ่ม Magnificent Seven ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีเพียงหุ้น Apple ที่ปิดบวก ขณะที่หุ้นที่เหลือปรับตัวลง โดยหุ้น Meta และหุ้น Alphabet ร่วงมากที่สุด 2.7% และ 3.2%
ในบรรดาหุ้นกลุ่มหลักของดัชนี S&P500 หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร และหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น ท่ามกลางสัญญาณว่าความขัดแย้งในสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยจนถึงขณะนี้มีบริษัทในดัชนี S&P500 จำนวน 49 แห่งที่รายงานผลประกอบการออกมา และ 90% ของบริษัทเหล่านี้มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ตามข้อมูลของ LSEG
ขณะนี้นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P500 จะเติบโต 26.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้ที่ 19.2% ณ วันที่ 1 เม.ย. ตามข้อมูลของ LSEG
นักวิเคราะห์ ระบุว่า แม้จะยังอยู่ในช่วงต้นของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ แต่ภาพรวมถือว่าเริ่มต้นได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า จะมีบริษัทจากอีกหลายอุตสาหกรรมทยอยประกาศผลประกอบการ แต่จนถึงขณะนี้ กลุ่มธนาคารถือว่าเป็นกลุ่มที่เริ่มต้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการได้อย่างยอดเยี่ยม
หุ้น Netflix ร่วง 7.3%
หุ้น Netflix ร่วงลง 7.3% หลังบริษัทคาดการณ์ผลประกอบการต่ำกว่าที่ตลาดคาด ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของการเติบโตด้านคอนเทนต์
หุ้น Uber Technologies ลดลง 2.1% หลังประกาศเข้าซื้อกิจการ Delivery Hero ของเยอรมนี ในมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนในเดือนก.ค.
ส่วนการเริ่มก่อสร้างบ้านเดี่ยวและการอนุญาตก่อสร้างลดลง ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เท่านั้น







