
ค่าเงินบาทวันนี้ 20 ก.ค.69 เงินบาทเปิด 33.68 บาท อ่อนค่าตามแรงหนุนดอลลาร์
เงินบาทเปิดที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ Krungthai ชี้ยังเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบ 34 บาท หากตะวันออกกลางตึงเครียดและเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย จับตาประชุม ECB ดัชนี PMI ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ
KEY
POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
- Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่าเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงไปทดสอบแนวต้านที่ 33.75-34.00 บาท หากตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย
- นักลงทุนจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดัชนี PMI และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางตลาด
เงินบาทเปิดสัปดาห์ที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อยตามแรงหนุนของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางและความเสี่ยงเงินเฟ้อ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินเงินบาทยังเผชิญ Two-Way Risk มีโอกาสอ่อนค่าทดสอบ 33.75-34.00 บาท หากตลาดเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย พร้อมจับตาผลประชุม ECB ดัชนี PMI และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก
เงินบาทเปิด 33.68 บาท จับตา ECB-ตะวันออกกลาง กดดันตลาดการเงินโลก
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20 ก.ค. 2569) ที่ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 33.63 บาทต่อดอลลาร์ โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทยังอยู่ในกรอบ Sideways และยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
แรงกดดันสำคัญมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดกลับมากังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จนทำให้นักลงทุนทยอยปรับเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางหลักจะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง
ตลาดจับตา ECB-PMI และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
แม้ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐในสัปดาห์ก่อนจะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดลงในช่วงแรก แต่ความร้อนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้เปลี่ยนมุมมองของตลาด
ทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ทั้ง Fed, ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
สำหรับสัปดาห์นี้ นักลงทุนจะติดตามผลการประชุม ECB รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงิน
สหรัฐจับตา PMI-ตลาดแรงงาน ประเมินทิศทางเฟด
ฝั่งสหรัฐ แม้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ตลาดจะให้น้ำหนักกับดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนกรกฎาคม รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed
นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นและค่าเงินดอลลาร์
ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย แต่ยังส่งสัญญาณเข้มงวด
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ECB มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ที่ 2.25% แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญคือท่าทีของประธาน ECB ในการแถลงข่าว หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามข้อมูลเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และดัชนี PMI ของอังกฤษ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายของ BOE ในระยะต่อไป
จับตาเศรษฐกิจเอเชีย ไทยยังได้แรงหนุนจาก AI Boom
ฝั่งเอเชีย นักลงทุนรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและ PMI ของญี่ปุ่น เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
ส่วนจีน คาดว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) จะคงอัตราดอกเบี้ย Loan Prime Rate เช่นเดียวกับธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ที่มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ แม้ยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้ออยู่ก็ตาม
สำหรับประเทศไทย มองว่า การส่งออกยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแส AI Boom ทำให้การส่งออกอาจขยายตัวใกล้ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และการลงทุนด้าน Data Center ทำให้ไทยยังมีแนวโน้มขาดดุลการค้าต่อเนื่อง
บาทเสี่ยงอ่อนแตะ 34 บาท หากตลาดเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของตลาดโลก โดยเฉพาะแรงขายหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
เงินบาทจึงมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบแนวต้าน 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ และหากแรงกดดันเพิ่มขึ้นอาจเห็นระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลาย หรือผู้ลงทุนปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เงินบาทก็มีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ แต่คาดว่าการแข็งค่าจะถูกจำกัดบริเวณ 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
แนะผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
Krungthai GLOBAL MARKETS ระบุว่า ค่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk หรือสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางตามปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการดำเนินนโยบายของ Fed
ภายใต้ความผันผวนดังกล่าว ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลาย เช่น การใช้ Options เพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน
ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 33.40-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 33.55-33.75 บาทต่อดอลลาร์







