thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทวันนี้ 20 ก.ค.69 เงินบาทเปิด 33.68 บาท อ่อนค่าตามแรงหนุนดอลลาร์

ค่าเงินบาทวันนี้ 20 ก.ค.69 เงินบาทเปิด 33.68 บาท อ่อนค่าตามแรงหนุนดอลลาร์

20 ก.ค. 69 | 02:47 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ค. 69 | 02:47 น.

เงินบาทเปิดที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ Krungthai ชี้ยังเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบ 34 บาท หากตะวันออกกลางตึงเครียดและเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย จับตาประชุม ECB ดัชนี PMI ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
  • Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่าเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงไปทดสอบแนวต้านที่ 33.75-34.00 บาท หากตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย
  • นักลงทุนจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดัชนี PMI และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางตลาด

เงินบาทเปิดสัปดาห์ที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อยตามแรงหนุนของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางและความเสี่ยงเงินเฟ้อ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินเงินบาทยังเผชิญ Two-Way Risk มีโอกาสอ่อนค่าทดสอบ 33.75-34.00 บาท หากตลาดเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย พร้อมจับตาผลประชุม ECB ดัชนี PMI และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก

เงินบาทเปิด 33.68 บาท จับตา ECB-ตะวันออกกลาง กดดันตลาดการเงินโลก

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (20 ก.ค. 2569) ที่ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 33.63 บาทต่อดอลลาร์ โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทยังอยู่ในกรอบ Sideways และยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

แรงกดดันสำคัญมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดกลับมากังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จนทำให้นักลงทุนทยอยปรับเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางหลักจะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

ตลาดจับตา ECB-PMI และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

แม้ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐในสัปดาห์ก่อนจะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดลงในช่วงแรก แต่ความร้อนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้เปลี่ยนมุมมองของตลาด

ทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ทั้ง Fed, ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

สำหรับสัปดาห์นี้ นักลงทุนจะติดตามผลการประชุม ECB รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงิน

สหรัฐจับตา PMI-ตลาดแรงงาน ประเมินทิศทางเฟด

ฝั่งสหรัฐ แม้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ตลาดจะให้น้ำหนักกับดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนกรกฎาคม รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นและค่าเงินดอลลาร์

ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย แต่ยังส่งสัญญาณเข้มงวด

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ECB มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ที่ 2.25% แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญคือท่าทีของประธาน ECB ในการแถลงข่าว หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามข้อมูลเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และดัชนี PMI ของอังกฤษ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายของ BOE ในระยะต่อไป

จับตาเศรษฐกิจเอเชีย ไทยยังได้แรงหนุนจาก AI Boom

ฝั่งเอเชีย นักลงทุนรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและ PMI ของญี่ปุ่น เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

ส่วนจีน คาดว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) จะคงอัตราดอกเบี้ย Loan Prime Rate เช่นเดียวกับธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ที่มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ แม้ยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้ออยู่ก็ตาม

สำหรับประเทศไทย มองว่า การส่งออกยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแส AI Boom ทำให้การส่งออกอาจขยายตัวใกล้ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และการลงทุนด้าน Data Center ทำให้ไทยยังมีแนวโน้มขาดดุลการค้าต่อเนื่อง

บาทเสี่ยงอ่อนแตะ 34 บาท หากตลาดเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของตลาดโลก โดยเฉพาะแรงขายหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

เงินบาทจึงมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบแนวต้าน 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ และหากแรงกดดันเพิ่มขึ้นอาจเห็นระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลาย หรือผู้ลงทุนปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เงินบาทก็มีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ แต่คาดว่าการแข็งค่าจะถูกจำกัดบริเวณ 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์

แนะผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

Krungthai GLOBAL MARKETS ระบุว่า ค่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk หรือสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางตามปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการดำเนินนโยบายของ Fed

ภายใต้ความผันผวนดังกล่าว ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลาย เช่น การใช้ Options เพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน

ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 33.40-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 33.55-33.75 บาทต่อดอลลาร์