thansettakij
thansettakij
อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ 14 ก.ค.69 บาทอ่อนทะลุ 33.50 บาท รับสงครามตะวันออกกลาง

อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ 14 ก.ค.69 บาทอ่อนทะลุ 33.50 บาท รับสงครามตะวันออกกลาง

14 ก.ค. 69 | 05:09 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.ค. 69 | 05:10 น.

เงินบาทเปิด 33.53 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าต่อเนื่องจากดอลลาร์แข็งรับวิกฤติตะวันออกกลางและน้ำมันพุ่ง จับตา CPI สหรัฐฯ คืนนี้ เฟด-บอนด์ยีลด์ และทิศทางค่าเงินบาทในกรอบ 33.35-33.70 บาท

KEY

POINTS

  • เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น
  • สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น กระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
  • นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินและค่าเงินในระยะถัดไป

เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้อ่อนค่ามาที่ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งเหนือ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและตลาดเพิ่มโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐฯ คืนนี้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางค่าเงินบาทและตลาดการเงินทั่วโลกในระยะถัดไป

สงครามตะวันออกกลางดันดอลลาร์แข็ง-เงินบาทอ่อน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า เงินบาทเปิดการซื้อขายเช้าวันนี้ (14 ก.ค. 2569) ที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์  หลังจากระหว่างคืนที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง เคลื่อนไหวในกรอบ 33.35-33.54 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

 

ทั้งนี้ การโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการประกาศปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นกว่า 10% แตะระดับประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นความกังวลต่อเงินเฟ้อโลก 

ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางหลัก ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี

บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับเข้าสู่โหมดปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินบาทเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าตามทิศทางของตลาดโลก

ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก ทำให้ราคาน้ำมันเร่งตัวขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป

หุ้นโลกผันผวน หุ้นเทคโนโลยีถูกขายหนัก

แรงกังวลเรื่องดอกเบี้ยส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกแรงขายทำกำไรอย่างหนัก 

ดัชนี Dow Jones ปรับลดลง 0.26% ขณะที่ S&P500 ลดลง 0.79% และ Nasdaq ร่วงถึง 1.55% จากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Nvidia ที่ปรับตัวลดลงกว่า 3.5% ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงานได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น เช่น Exxon Mobil ซึ่งปรับเพิ่มกว่า 4%

ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ทรงตัว แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะถูกขาย แต่ยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้น Defensive

 

บอนด์ยีลด์พุ่ง ตลาดเพิ่มโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ปรับตัวผันผวนเช่นกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury Yield) เพิ่มขึ้นแตะระดับ 4.63%

ตลาดประเมินโอกาสราว 70% ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายยังส่งสัญญาณสนับสนุนนโยบายการเงินที่เข้มงวด

อย่างไรก็ตาม Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่า เฟดมีโอกาสคงดอกเบี้ยในปี 2570 ก่อนเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2571 ซึ่งแตกต่างจากมุมมองของตลาดในปัจจุบัน

จับตา CPI สหรัฐฯ คืนนี้ ชี้ทิศทางตลาดโลก

ปัจจัยสำคัญที่สุดในรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าคือ การประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญต่อการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่น ๆ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการรายย่อย (NFIB Small Business Optimism) ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดหลายราย

ขณะเดียวกัน ตลาดยังติดตามตัวเลขการค้าของจีน ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

เงินบาทยังเสี่ยงผันผวน กรอบ 33.35-33.70 บาท

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวแบบ Two-way Risk โดยขึ้นอยู่กับผลการประกาศเงินเฟ้อสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ในระยะสั้น เงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าตามโมเมนตัมการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ประกอบกับแรงขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ไม่รุนแรงขึ้น หรือเงินเยนกลับมาแข็งค่า ก็อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บางส่วน

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในช่วง 33.35-33.70 บาทต่อดอลลาร์ โดยนักลงทุนควรติดตามผลการประกาศเงินเฟ้อสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทุกการเปลี่ยนแปลงของมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของเฟด อาจส่งผลให้เงินบาทผันผวนได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น