
SCB EIC ชี้หนี้ครัวเรือนไทยลดต่ำสุดรอบ 6 ปี เหลือ 85.9%ต่อจีดีพี
SCB EIC เผยหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ลดเหลือ 85.9% ต่ำสุดรอบ 6 ปี ไม่ใช่สัญญาณฐานะการเงินดีขึ้น เหตุครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อยาก หันพึ่งโรงรับจำนำและสหกรณ์เพิ่ม เตือนความเปราะบางยังสูง
KEY
POINTS
- หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 1/2569 ลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี
- SCB EIC ชี้ว่าการลดลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าฐานะการเงินของครัวเรือนดีขึ้น แต่เกิดจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นหลัก
- ครัวเรือนหันไปพึ่งแหล่งเงินกู้นอกสถาบันการเงินหลักมากขึ้น เช่น โรงรับจำนำและสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเติบโตสูง สะท้อนความเปราะบางทางการเงินที่ยังคงอยู่
- การขยายตัวของ GDP ที่เร็วกว่ายอดหนี้ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลง
หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ในไตรมาส 1/2569 ลดลงเหลือ 85.9% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่ SCB EIC เตือนอย่าตีความว่าเป็นสัญญาณบวกของฐานะการเงินครัวเรือน เนื่องจากการลดลงดังกล่าวเกิดจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากหันไปพึ่งแหล่งเงินกู้อื่นที่เข้าถึงง่ายกว่า สะท้อนความเปราะบางทางการเงินที่ยังคงอยู่
หนี้ครัวเรือนลดต่ำสุดรอบ 6 ปี แต่ไม่ใช่สัญญาณฟื้นตัว
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี อย่างไรก็ตาม การลดลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าสุขภาพทางการเงินของครัวเรือนไทยแข็งแกร่งขึ้น แต่เกิดจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อเป็นสำคัญ
แม้ยอดหนี้ครัวเรือนในภาพรวมจะกลับมาขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากไตรมาสก่อนหน้าที่แทบไม่เติบโต แต่การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ยังมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักยังคงหดตัวต่อเนื่องมากกว่า 2 ปี โดยลดลงราว 2.1% สะท้อนว่าธนาคารและผู้ให้บริการสินเชื่อยังคงใช้มาตรฐานการปล่อยกู้ที่เข้มงวด
สินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง ครัวเรือนกู้เงินยากขึ้น
SCB EIC ระบุว่า การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัด โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยและกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านรายได้ ส่งผลให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักไม่สามารถกลับมาขยายตัวได้ แม้สถาบันการเงินของรัฐจะยังช่วยประคองสภาพคล่องให้ประชาชนผ่านมาตรการต่าง ๆ แต่การเติบโตของสินเชื่อภาครัฐก็ชะลอลงเหลือเพียง 1.6%
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าการลดลงของหนี้ครัวเรือนไม่ได้เกิดจากการชำระหนี้ที่ดีขึ้นหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นผลจากการที่ครัวเรือนไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ง่ายเหมือนในอดีต
โรงรับจำนำ-สหกรณ์ออมทรัพย์ โตแรง สะท้อนความเปราะบาง
อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวล คือ การขยายตัวของแหล่งเงินกู้นอกกลุ่มสถาบันการเงินหลัก โดยสินเชื่อผ่านโรงรับจำนำเติบโตสูงถึง 18.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สินเชื่อจากสหกรณ์ออมทรัพย์ยังเติบโต 5%
SCB EIC มองว่า ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ง่ายกว่า ไม่ว่าจะเป็นการนำทรัพย์สินไปจำนำเพื่อแลกสภาพคล่องระยะสั้น หรือการกู้ยืมผ่านสหกรณ์ที่มีข้อมูลรายได้และกลไกหักชำระเงินที่ชัดเจน
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือนไม่ได้หายไปจากระบบเศรษฐกิจ แต่กำลังเคลื่อนย้ายไปสู่แหล่งเงินกู้ที่อยู่นอกระบบสถาบันการเงินหลักมากขึ้น
GDP โต 2.9% ดันสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงเร็ว
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงอย่างรวดเร็ว คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจในเชิงมูลค่า โดย GDP ในไตรมาส 1/2569 เติบโตถึง 2.9% จากแรงหนุนของภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน
เมื่อ GDP ซึ่งเป็นตัวหารของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเติบโตเร็วกว่ายอดหนี้ ทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลง แม้ว่ามูลค่าหนี้ครัวเรือนโดยรวมยังเพิ่มขึ้น และความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนยังไม่ได้ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน
คาดสิ้นปีหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดเหลือ 83.5-84.5%
SCB EIC ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2569 แต่เป็นลักษณะของ "การลดหนี้จากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ" หรือ Constraint-driven Deleveraging มากกว่าการลดหนี้จากความแข็งแกร่งทางการเงินของครัวเรือน
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันแนวโน้มดังกล่าวประกอบด้วย การปล่อยสินเชื่อที่ยังเข้มงวด ครัวเรือนระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่มากขึ้นจากภาวะค่าครองชีพสูง และการขยายตัวของ Nominal GDP ที่ได้รับแรงหนุนจากเงินเฟ้อ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านราคาพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
4 ความเสี่ยงที่ยังกดดันสุขภาพการเงินครัวเรือนไทย
แม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะปรับลดลง แต่ SCB EIC เห็นว่าสถานะทางการเงินของครัวเรือนยังคงเปราะบางจากหลายปัจจัย
ประการแรก ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอลง ทั้งอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้น ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง และค่าจ้างเฉลี่ยที่กลับมาหดตัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของครัวเรือน
ประการที่สอง ภาระหนี้บางส่วนอาจยังไม่สะท้อนอยู่ในตัวเลขหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะหนี้จากกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และหนี้นอกระบบที่กลุ่มรายได้น้อยยังพึ่งพาอยู่มาก
ประการที่สาม คุณภาพสินเชื่อภาคครัวเรือนยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้สินเชื่อที่เริ่มมีปัญหาและหนี้เสียจะทยอยปรับตัวดีขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัวและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อใหม่
สุดท้าย ครัวเรือนที่มีภาระหนี้จำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่มีภาระค่าใช้จ่ายรวมถึงการชำระหนี้สูงกว่ารายได้ที่ได้รับ







