
เปิด 6 จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย เสี่ยงรั้งท้ายอาเซียน หนี้ครัวเรือนถึงคอร์รัปชัน
อลงกรณ์เปิด 6 จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย เสี่ยงรั้งท้ายอาเซียน หนี้ครัวเรือนถึงคอร์รัปชัน ระบบราชการอุ้ยอ้ายฉุดแข่งขันโลก หลังเวียดนามแซง ฟิลิปปินส์ไล่ทัน
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำสุดในอาเซียน เสี่ยงถูกเวียดนามและฟิลิปปินส์แซงหน้า หลังติดกับดักรายได้ปานกลางมานานกว่า 10 ปี
- เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 90% ของ GDP, ความเหลื่อมล้ำรุนแรง และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่น้อยกว่าคู่แข่ง
- งบประมาณเพื่อการลงทุนมีจำกัด การลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมต่ำ และระบบราชการที่อุ้ยอ้ายรวมถึงปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
- วิกฤตโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ทำให้กำลังแรงงานหดตัวและขาดแคลนทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำเสนอรายงานวิเคราะห์ประเทศไทยวันนี้ในเฟสบุ้คส่วนตัวภายใต้หัวข้อ
“เมื่อประเทศไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (Thailand Left Behind) : โจทย์ใหญ่รัฐบาลอนุทิน” โดยมีเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้
รายงาน Thailand Economic Monitor ของ ธนาคารโลก (World Bank)ล่าสุด ที่ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยลงมาอยู่ที่เพียง 1.3% ถึง 1.6% นับเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี และรั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน
ทว่าสัญญาณเตือนที่ฉุดให้ไทยเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในการถูกทิ้งไว้ข้างหลังไม่ได้มีเพียงตัวเลขจีดีพี.ที่หดตัวของเราเอง แต่คือการก้าวกระโดดของประเทศเพื่อนบ้านโดยธนาคารโลก (World Bank) ได้ประกาศปรับสถานะอย่างเป็นทางการให้ เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ เลื่อนชั้นจากประเทศรายได้ปานกลางขั้นต่ำ (Lower-Middle Income) ขึ้นสู่ประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง (Upper-Middle Income) สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเป็นระดับเดียวกับประเทศไทยและพร้อมที่จะแซงหน้าเราในระยะเวลาอันสั้นในขณะที่ประเทศไทยติดกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงมากว่า 10 ปี
เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกเพื่อเปรียบเทียบความได้เปรียบและความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างผ่านตัวเลขสถิติ จะสามารถแบ่งออกเป็น 6 มิติสำคัญ ประกอบด้วย
การฟื้นตัวแบบ K-Shaped กับความล้มเหลวในการกระจายรายได้
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะการฟื้นตัวแบบ K-Shaped อย่างรุนแรง ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขหนี้สินและกำลังซื้อภายในประเทศ ดังนี้
- วิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย ปัจจุบันพุ่งสูงเกินกว่า 90% ของ GDP คิดเป็นมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาทสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งตรงกันข้ามกับเวียดนามที่มีหนี้ครัวเรือนเพียงประมาณ 50% ของ GDP และฟิลิปปินส์ที่ต่ำกว่า 40% ของ GDP
- ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้กลุ่มประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 10% ของไทย ถือครองความมั่งคั่งรวมกันสูงถึงกว่า 70% ของประเทศ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งมีสัดส่วนถึง 99% ของธุรกิจทั้งหมด กลับมีส่วนแบ่งใน GDP เพียง 35% ส่งผลให้กลุ่มประชากรฐานรากอันเป็นขาล่างของ K-Shaped ขาดแคลนกำลังซื้อในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ
วิกฤตศักยภาพการแข่งขันและการสูญเสียแชมป์ดึงดูด FDI
ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คือดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อประเทศไทยในปัจจุบัน
- สถิติการดึงดูด FDI ที่ตกเป็นรองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามสามารถดึงดูดเม็ดเงิน FDI ไหเข้าจริงได้สูงเฉลี่ย 20,000 ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ฟิลิปปินส์เติบโตขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ประเทศไทยกลับดึงดูดได้เพียง 4,000 ถึง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
- ข้อจำกัดด้านข้อตกลงทางการค้า (FTA) เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมถึงข้อตกลงสำคัญอย่าง EVFTA กับสหภาพยุโรป ขณะที่ไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้ครอบคลุมคู่ค้าน้อยกว่ามาก ส่งผลให้สินค้าส่งออกจากไทยต้องเผชิญกับต้นทุนภาษีที่เสียเปรียบในตลาดโลก
พื้นที่ทางการคลังหดตัวและข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ
โครงสร้างงบประมาณแผ่นดินของไทยกำลังตกอยู่ในภาวะตึงตัว จนไม่เหลือพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับการลงทุนเชิงรุกเพื่ออนาคตประเทศ
- กับดักรายจ่ายประจำ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของไทย งบประมาณส่วนใหญ่กว่า 75% ถึง 80% ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ บำเหน็จบำนาญ และงบผูกพันด้านสวัสดิการสังคม
- งบประมาณเพื่อการลงทุนที่จำกัดรัฐบาลเหลืองบประมาณเพื่อการลงทุนจริงเพียงประมาณ 20% ของงบประมาณรวม ซึ่งน้อยเกินกว่าจะสร้างการเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน เวียดนามได้จัดสรรงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชิงรุกสูงถึงกว่า 6% ของ GDP ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
หลุมดำงานวิจัยขึ้นหิ้งและการขาดแคลนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์
การติดหล่มอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ของไทย ถูกตอกย้ำด้วยตัวเลขการลงทุนด้านนวัตกรรมที่ต่ำกว่ามาตรฐานการแข่งขันระดับสากล
- สัดส่วนการลงทุน R&D ต่อ GDP ที่ย่ำอยู่กับที่ ประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อยู่ที่ประมาณ 1.1% ถึง 1.2% ของ GDP ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนรายใหญ่ ไม่ใช่ภาครัฐ ขณะที่ประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างเกาหลีใต้ ลงทุนสูงถึง 4.8% ของ GDP
- การขาดแคลนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ข้อมูลสิทธิบัตรพบว่า ไทยมีสัดส่วนการยื่นจดสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในระดับต่ำ งานวิจัยกว่า 80% ของภาครัฐและมหาวิทยาลัยยังคงเป็นงานวิจัยพื้นฐานที่ไม่ถูกนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 1% ถึง 2% ต่อปี
วิกฤตโครงสร้างประชากรและระเบิดเวลาด้านกำลังแรงงาน
นี่คือตัวชี้วัดที่เป็นข้อจำกัดทางกายภาพและเป็นความท้าทายที่ทวีความรุนแรงที่สุดในระยะยาว
- การก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 20% ของประชากรรวม และกำลังมุ่งสู่ 28% (Super-Aged Society) ในอนาคตอันใกล้ ตรงข้ามกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพียง 12% และ 7% ตามลำดับ
- ภาวะแรงงานหดตัวและทักษะไม่ตรงเป้า อัตราการเกิดของไทยลดต่ำลงกว่า 500,000 คนต่อปี ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัวเฉลี่ย 1% ต่อปี ประกอบกับปัญหาทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ขณะที่ฟิลิปปินส์มีอายุเฉลี่ยของประชากรเพียง 25 ปี ซึ่งสะท้อนถึงวัยแรงงานหนุ่มสาวที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 30 ปี
ติดหล่มระบบราชการที่อุ้ยอ้ายและปัญหาคอร์รัปชันฉุดรั้งประเทศ
ความแตกต่างด้านธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพของกลไกภาครัฐ กลายเป็นตัวแปรตัดสินใจหลักของทุนข้ามชาติ
- ประเทศไทย ยังคงติดหล่มอยู่กับระบบราชการที่อุ้ยอ้าย ขั้นตอนกฎระเบียบที่ซับซ้อน และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึก ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นต้นทุนแฝง (Hidden Costs) ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน
- ประเทศเวียดนาม ในทางกลับกัน รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศวาระแห่งชาติในการล้างบางทุจริตและปฏิรูประบบราชการอย่างเฉียบขาด โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็สามารถตัดลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและปราบปรามการทุจริตจนเห็นผลสัมฤทธิ์ในเชิงประจักษ์ ยกระดับความเชื่อมั่นในเวทีโลกได้อย่างก้าวกระโดด
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอนุทินกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ตัวเลขเชิงประจักษ์ทั้งหมดจากรายงาน Thailand Economic Monitor ของ World Bank ยืนยันว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ทางตันเชิงโครงสร้าง หากรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทินไม่สามารถขับเคลื่อนดัชนีชี้วัดเหล่านี้ให้ดีขึ้นผ่าน 5 วาระผ่าตัดนโยบายระดับชาติ
- ลดหนี้สินและเพิ่มขีดความสามารถ SMEs ต้องเร่งผลักดันให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 80% ของ GDP ภายใน 3 ปี พร้อมขยายสัดส่วน GDP ของกลุ่ม SMEs ให้แตะ 40% เพื่อกระจายรายได้สู่ฐานราก
- ปฏิรูปงบประมาณด้วยการ 'ลดขนาดระบบราชการ เดินหน้าแผนการปรับลดขนาดองค์กรภาครัฐที่อุ้ยอ้ายอย่างจริงจัง ซึ่งจะมีผลโดยตรงในการลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำที่สูงถึง 80%เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจ และโอนย้ายเม็ดเงินไปเพิ่มในส่วนงบลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานอนาคต
- ยกระดับทุนวิจัย R&D สู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มความร่วมมือรัฐ-เอกชน ดันงบประมาณ R&D ให้แตะ 2% ของ GDP โดยเน้นอุดหนุนทุนวิจัยที่สามารถนำไปต่อนวัตกรรมยอดเชิงพาณิชย์(commercialization)และแข่งขันได้จริงในตลาดโลก
- ยุทธศาสตร์ดึงดูดคนเก่งและ Upskill แรงงาน แก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากรที่หดตัวด้วยนโยบายดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ ควบคู่กับการเร่งปฏิรูปทักษะแรงงานไทยเดิมให้พร้อมรองรับระบบอัตโนมัติและ AI
- ทลายกฎระเบียบด้วยกิโยตินกฎหมาย เร่งรัดการกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ในทุกระดับเพื่อโละทิ้งกฎหมายและข้อบังคับที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับความโปร่งใส และทำให้การบริการสาธารณะรวมถึงการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจมีความคล่องตัวสูงสุด
แต่ถ้าหากรัฐบาลยังคงบริหารประเทศด้วยกลไกเดิมและขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ฉับไวเอาจริงเอาจัง คำเตือนที่ว่า Thailand Left Behind จะกลายเป็นความจริงที่ประเทศไทยต้องเผชิญจากการถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าซึ่ง เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอนุทินและนับเป็นความท้าทายและจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ต่ออนาคตของประเทศไทยที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนภารกิจนี้โดยเร่งด่วนก่อนจะสายเกินไป







