
เตือน Buy Now Pay Later ระเบิดเวลาทางการเงิน พาคนรุ่นใหม่ติดกับดักหนี้
นักวิชาการเตือน “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” คือระเบิดเวลา วัยรุ่น Gen Z ติดกับดักหนี้ ซื้อของตามอารมณ์ (Impulse Buying) ก่อหนี้ได้ง่ายขึ้น ถูกจูงใจด้วยดอกเบี้น 0%ระยะสั้นๆ สุดท้ายไร้เงินออม ผิดนัดชำระ โดนค่าปรับบวกดอกเบี้ยแพง
KEY
POINTS
- นักวิชาการเตือนว่าระบบ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (BNPL) เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ซื้อของตามอารมณ์ (Impulse Buying) และก่อหนี้ได้ง่ายขึ้น
- โปรโมชั่นผ่อน 0% ถูกใช้เป็นกับดักทางการตลาด โดยผู้ให้บริการมุ่งหวังรายได้จากค่าปรับและดอกเบี้ยมหาศาลเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระ
- สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนติดกับดักหนี้คือ "พฤติกรรมการเงิน" ที่ผิดพลาด เช่น การขาดเงินออมสำรอง และการกู้หนี้ใหม่มาโปะหนี้เก่า ไม่ใช่การขาดความรู้ทางการเงิน
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนรัฐบาลให้หลีกเลี่ยงนโยบายพักหนี้หรือแจกเงิน เพราะจะยิ่งส่งเสริมพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดและทำลายวินัยในระยะยาว
ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่าระบบ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" คือระเบิดเวลาทางการเงินที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
เหตุผลสำคัญอยู่ที่การออกแบบของระบบนี้ ซึ่งมุ่งกระตุ้น Impulse Buying หรือการตัดสินใจซื้อด้วยแรงกระตุ้นชั่วขณะ โดยอาศัยแพลตฟอร์ม e-commerce ที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว ลดแรงต้านในการจ่ายเงิน ส่งผลให้วัยรุ่นและกลุ่ม Gen Z เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็น
"ระบบนี้ทำให้สินเชื่อรายย่อยในกลุ่มวัยรุ่นขยายตัวเร็วมาก เพราะเมื่อเห็นโฆษณาหรือสิ่งเร้าบนแพลตฟอร์ม ก็แทบไม่มีอุปสรรคอะไรขวางกั้นการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป" ดร.อาณัติ กล่าว
หลุมพรางผ่อน 0% ล่อลูกหนี้ผิดนัดชำระ
ศ.ดร.อาณัติ ชี้ให้เห็นว่า BNPL มีลักษณะคล้ายกับบัตรเครดิตที่ใช้โปรโมชั่น 0% ผ่อนฟรี 3 เดือน เป็นหลุมพราง แม้ในมุมการเงินจะเป็นเรื่องคุ้มค่าหากจ่ายตรงเวลา
แต่เป้าหมายที่แท้จริงของผู้ให้บริการคือการรอให้ลูกหนี้ "ผิดนัดชำระ" เพื่อสร้างรายได้มหาศาลจากค่าปรับและดอกเบี้ยที่มักซ่อนอยู่ในสัญญาที่เขียนไว้ตัวเล็กๆ
เมื่อลูกหนี้เริ่มจ่ายไม่ไหว ระบบจะเสนอทางเลือกให้ผ่อนชำระขั้นต่ำ ซึ่งจะทำให้ลูกหนี้ติดอยู่ใน "วังวนหนี้" และต้องกู้หนี้ใหม่มาหมุนเวียนจนกลายเป็นระเบิดเวลาลามเป็นลูกโซ่ในที่สุด
หลุมพรางที่ก่อให้เกิดวังวนหนี้ไม่รู้จบ ที่เกิดขึ้นจากการบ่มเพราะพฤติกรรมซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ทำให้ลูกหนี้ติดกับดักหลายประการ ดังนี้
การซื้อแบบใช้แรงกระตุ้น (Impulse Buying)
แพลตฟอร์ม e-commerce ในปัจจุบันถูกออกแบบมาให้กระบวนการตัดสินใจซื้อสั้นลงมาก เมื่อเห็นโฆษณาที่เป็นสิ่งเร้า ผู้บริโภคสามารถคลิกช้อปปิ้งและเลือกผ่อนชำระได้ทันที ทำให้เกิดการซื้อโดยใช้เพียงอารมณ์ชั่ววูบและลดอุปสรรคในการหาเงินมาจ่ายในขณะนั้น
การติดหลุมพรางโปรโมชั่นและส่วนลด
ผู้บริโภคมักก้าวเข้าสู่ระบบหนี้เพราะถูกล่อด้วยเงื่อนไขทางการเงินที่ดูคุ้มค่า เช่น "ผ่อน 0% 3 เดือน" หรือการให้ส่วนลดทันทีเมื่อสมัครใช้บริการ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งทำให้คนลืมพิจารณาว่าในอนาคตจะมีความสามารถในการชำระเงินคืนได้จริงหรือไม่
การขาดเงินออมสำรอง
โดยเฉพาะในกลุ่มคนเริ่มทำงาน (First Jobber) ที่ยังไม่มีเงินเก็บ แต่เริ่มก่อหนี้จากการผ่อนชำระสินค้า เมื่อมีภาระค่าใช้จ่ายประจำวันหรือเหตุฉุกเฉินแทรกเข้ามา จึงมีโอกาสสูงมากที่จะ ผิดนัดชำระหนี้
พฤติกรรมการจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย
เป็นพฤติกรรมที่พบมากในกลุ่มเกษตรกรและอาจลามมาถึงคนรุ่นใหม่ คือการเลือกใช้ความยืดหยุ่นของเจ้าหนี้ในการ "ชำระเฉพาะดอกเบี้ย" เมื่อไม่มีเงินก้อน ซึ่งในทางตรรกะการเงินจะทำให้ลูกหนี้ติดอยู่ในวังวนหนี้ตลอดไป เพราะเงินต้นไม่ลดลงเลย
การละเลยรายละเอียดในสัญญาและค่าปรับ
ลูกหนี้มักมองแต่ยอดผ่อนต่อเดือนหรือดอกเบี้ย แต่ไม่ได้อ่านรายละเอียดตัวเล็กๆ เกี่ยวกับ "ค่าปรับการผิดนัดชำระ" ซึ่งค่าปรับเหล่านี้สามารถทวีคูณยอดหนี้ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มจ่ายไม่ไหว
การก่อหนี้ใหม่เพื่อกลบหนี้เดิม (Debt Cycling)
เมื่อเริ่มชำระหนี้ไม่ทัน พฤติกรรมที่น่ากลัวคือการไปกู้หนี้จากแหล่งอื่นมาเพื่อหมุนเวียนชำระหนี้เก่า ทำให้ชีวิตติดอยู่ในวงจรหนี้ที่เป็นเหมือน "ระเบิดเวลา" ที่รอวันลามเป็นลูกโซ่
ความเข้าใจผิดเรื่องอัตราดอกเบี้ย
หลายคนติดกับดักหนี้เพราะถูกลวงล่อด้วยดอกเบี้ยตัวเลขต่ำๆ (เช่น ในสินเชื่อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ ที่คิดแบบ Flat Rate ซึ่งหากคำนวณแบบลดต้นลดดอกจริงๆ ดอกเบี้ยอาจสูงกว่าที่ประกาศไว้ถึง 3 เท่า ทำให้ภาระหนี้จริงหนักกว่าที่คาดการณ์ไว้
พฤติกรรมสำคัญกว่าความรู้
ศ.ดร.อาณัติ กล่าวว่า จากงานวิจัยที่สำรวจกว่า1 พันครัวเรือนพบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดหนี้ไม่ใช่การขาดความรู้ (Financial Literacy) หรือทัศนคติ แต่คือ "พฤติกรรมทางการเงิน (Financial Behavior)" โดยยกตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรที่มีพฤติกรรมชอบจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเพื่อความยืดหยุ่น ส่งผลให้ติดหนี้ไปตลอดชีวิต ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้กำลังขยับมาสู่กลุ่ม Gen Z ที่เริ่มทำงาน (First Jobber) ซึ่งมักกู้หนี้ก่อนที่จะมีเงินออม และถูกลวงล่อด้วยการคิดดอกเบี้ยแบบ Flat Rate ที่แท้จริงแล้วอาจสูงกว่าที่ประกาศถึง 3 เท่า
เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ศ. ดร.อาณัติ เสนอให้รัฐบาลและสถาบันการเงินใช้หลัก Mental Accounting (บัญชีในใจ) ซึ่งเป็นแนวคิดรางวัลโนเบลมาปรับพฤติกรรมคนไทย ตัวอย่างเช่น การให้สหกรณ์หรือธนาคารสร้าง "บัญชีเงินฝากพิเศษสำหรับคนเป็นหนี้" โดยให้ดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ วิธีนี้จะจูงใจให้ลูกหนี้แยกเงินออมออกมาอีกก้อน ซึ่งนอกจากจะสร้างวินัยแล้ว เงินก้อนนี้ยังเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและเป็นเงินสำรองสำหรับจ่ายหนี้ในยามขัดสน ช่วยให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน
เตือนรัฐบาลเลี่ยงนโยบาย "พักหนี้-แจกเงิน"
สุดท้าย ศ. ดร.อาณัติ ได้ฝากเตือนถึงนโยบายภาครัฐว่า ควรหลีกเลี่ยงการแจกเงินหรือการพักชำระหนี้บ่อยครั้ง เนื่องจากจะยิ่งไปเสริมพฤติกรรมการเงินที่แย่ลงและทำให้วินัยทางการเงินเสียไป ลูกหนี้เกิดความเชื่อว่าจะมีคนมาช่วยแก้ปัญหา ซึ่งการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาโดยไม่แก้ที่พฤติกรรมการก่อหนี้ จะทำให้การพิจารณาก่อหนี้ในอนาคตขาดความรอบคอบและกลายเป็นปัญหาระยะยาวของสังคมไทย






