thansettakij
thansettakij
คลอดระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ‘ประยุทธ์’สั่งจัดทำแผนเสร็จภายใน 3 เดือนงบลงทุน 3 แสนล.

คลอดระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ‘ประยุทธ์’สั่งจัดทำแผนเสร็จภายใน 3 เดือนงบลงทุน 3 แสนล.

30 มิ.ย. 59 | 04:30 น.
ครม.ไฟเขียวเดินหน้าพัฒนาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก “ประยุทธ์” สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ชูการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ ทั้งทางอากาศ ทางนํ้าและทางบก เชื่อมต่อถึงเพื่อนบ้าน หวังเป็นตัวดึงดูดนักลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 3 แสนล้านบาท

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน2559) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ตามที่สศช.เสนอโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรับมนตรี ร่วมกับกระทรวงคมนาคม กองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาจัดทำรายละเอียดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกโดยมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนส่งทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำและทางอากาศทั้งระบบ ที่คำนึงถึงการเชื่อมโยงทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านแผนดำเนินการด้านผังเมือง การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และผลประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน และยานยนต์ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของประเทศ ประกอบกับมีความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางถนน รถไฟ ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเรือของอาเซียน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังท่าเรือน้ำลึกทวายของเมียนมา ท่าเรือสีหนุวิลล์ของกัมพูชา และท่าเรือวังเตาของเวียดนาม รวมทั้งเป็นที่รู้จักของนักลงทุนทั่วโลก จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน เพื่อส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

โดยการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว จะครอบคลุมใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา แบ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม เขตพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเขตพัฒนาเมือง ซึ่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุดทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง กรุงเทพฯ-ชลบุรี พัทยา-มาบตาพุด และแหลมฉบัง-นครราชสีมา รถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย และช่วงกรุงเทพฯ-ระยอง

นายปรเมธี กล่าวอีกว่า สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะต้องบูรณาการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง และเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ดให้เป็นจุดจอดเรือยอชท์ เรือข้ามฟาก (Ferry) และเรือสำราญ (Cruise) เน้นการเชื่อมโยงกับท่าเรือท่องเที่ยวอื่น 2 ฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกด้านที่มีแนวขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอนาคตให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2561

ขณะที่การดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน จะเป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนเพิ่มขึ้นจากเดิม การจัดตั้งกองทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ การจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จการลงทุน (One Stop Service) การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติเรื่องการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและผังเมือง ความรวดเร็วในการออกใบอนุญาต การประกาศเป็นเขตปลอดภาษี การจัดหาที่ดินและระยะเวลาเช่าที่ดิน ระยะเวลาพำนักและทำงานของนักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ สิทธิในการทำธุรกรรมทางการเงิน การใช้เงินตราต่างประเทศ การจัดตั้งศูนย์ธุรกรรมทางการเงิน และการจัดตั้งกองทุนในพื้นที่ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่น

ส่วนงบประมาณในการดำเนินโครงการนั้น จะมีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 และ 2561 ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน คาดว่าจะใช้งบลงทุนของภาครัฐไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ทางกระทรวงอุตสาหกรรม จะมีการนำเสนอพ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.....ขึ้นมารองรับ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของครม.ในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,170
วันที่ 30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market