
CIMB Thai ชี้หุ้นไทยไม่ถูกแล้ว แนะเน้นหุ้นปันผล-ตราสารหนี้
CIMB Thai มองหุ้นไทยไม่ถูกแล้ว ประเมิน SET กรอบ 1,540-1,620 จุด แนะเน้นหุ้นปันผล เพิ่มตราสารหนี้ไทยและ Structured Products บริหารความเสี่ยง พร้อมเตือนอย่ากลับตกขบวน
KEY
POINTS
- ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่าหุ้นไทยมีมูลค่าที่เหมาะสมแล้ว (Fair Valuation) ไม่ได้อยู่ในระดับราคาที่ถูก จึงยังไม่แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน
- แนะกลยุทธ์เลือกลงทุนในหุ้นปันผลคุณภาพดี (Dividend Strategy) และเตือนนักลงทุนให้ระวังการตัดสินใจลงทุนจากความกลัวตกขบวน (FOMO)
- แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไทยเพื่อช่วยลดความเสี่ยงและความผันผวนของพอร์ต เนื่องจากกำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเติบโตจำกัด
Head of Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินหุ้นไทยยังลงทุนได้ แต่ไม่ใช่จังหวะเพิ่มน้ำหนักพอร์ต เหตุ Valuation อยู่ในระดับยุติธรรม ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสเติบโตจำกัด แนะใช้กลยุทธ์เลือกหุ้นปันผล เพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ไทย และบริหารความเสี่ยง พร้อมเตือนนักลงทุนอย่าตัดสินใจลงทุนจากความกลัวตกขบวน (FOMO)
นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยว่า แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ แต่ระดับราคาหุ้นในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูกจนดึงดูดให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน
แนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การกระจายสินทรัพย์ และการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพมากกว่าการลงทุนตามทิศทางของตลาดโดยรวม
มอง SET กรอบ 1,540-1,620 จุด แต่กำไรยังขาดแรงส่งใหม่
นายจิรไพบูลย์ประเมินว่า ดัชนี SET ในระยะข้างหน้ามีกรอบเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 1,540-1,620 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ได้สะท้อนผลบวกจากหุ้นขนาดใหญ่ เช่น DELTA ไว้แล้ว แม้ DELTA จะยังมีการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งและช่วยพยุงดัชนี แต่ก็ทำให้ค่า P/E เฉลี่ย
ขณะเดียวกัน กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยยังทรงตัวอยู่บริเวณระดับ 100 บาทต่อหุ้นต่อเนื่องมานานกว่า 6-7 ปี สะท้อนว่าตลาดยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ที่จะทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระดับ Valuation ปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับยุติธรรม แต่ยังไม่ถูกมากพอที่จะเป็นจังหวะเข้าลงทุนเชิงรุก
แนะลงทุนแบบ Selective เน้นหุ้นปันผล อย่าไล่ซื้อหุ้นตามกระแส
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นายจิรไพบูลย์ระบุว่า ไม่ควรรีบเข้าซื้อหุ้นเพียงเพราะดัชนีปรับตัวขึ้น เนื่องจากยังมีหุ้นอีกจำนวนมากที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด และความเสี่ยงของผลประกอบการยังมีอยู่
ธนาคารแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Dividend Strategy โดยกำหนดระดับผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต้องการเป็นจุดเข้าซื้อ เช่น หากหุ้นให้เงินปันผลเฉลี่ย 4-5% แต่ต้องการผลตอบแทน 6% ควรรอให้ราคาหุ้นปรับลดลงจนให้อัตราผลตอบแทนตามเป้าหมาย เพราะระดับดังกล่าวมักจะเป็นแนวรับที่เหมาะสมในการลงทุน
พร้อมกันนี้ ยังเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังภาวะ Fear of Missing Out (FOMO) หรือการกลัวพลาดโอกาสลงทุน ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่การเข้าซื้อในระดับราคาที่ไม่เหมาะสม
ไม่แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย ชูตราสารหนี้เป็นตัวลดความเสี่ยง
ในด้านการจัดพอร์ตการลงทุน ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ยังไม่แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยเป็นสินทรัพย์หลักของพอร์ต โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในประเทศสูง หรือมี Home Bias
สำหรับกลุ่มนักลงทุนดังกล่าว แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ไทย ซึ่งทำหน้าที่เสมือน "ร่มชูชีพ" ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดีกว่าการถือหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังมีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้พิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์การลงทุนประเภท Structured Products เช่น Fixed Coupon Note (FCN) ที่อ้างอิงหุ้นไทยคุณภาพดี เพื่อสร้างกระแสรายได้จากดอกเบี้ยระหว่างทาง พร้อมมีโอกาสได้รับหุ้นในระดับราคาที่ต้องการ หากเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์เป็นไปตามที่กำหนด
จับตากำไรกลุ่มพลังงาน ค่าเงินบาท และ Fund Flow
นายจิรไพบูลย์กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง คือผลประกอบการของกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบจาก Stock Loss หลังราคาน้ำมันปรับลดลงจากระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาสแรก มาอยู่บริเวณประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อีกปัจจัยที่ต้องติดตาม คือทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติ แม้ก่อนหน้านี้จะได้รับแรงหนุนจากเสถียรภาพทางการเมือง แต่หากเงินบาทแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค อาจทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยสำหรับนักลงทุนต่างชาติลดลง และส่งผลต่อ Fund Flow ในระยะถัดไป
นอกจากนี้ หากเศรษฐกิจไทยขยายตัว แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโตตาม ก็อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น
มองทองคำยังเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
สำหรับมุมมองต่อทองคำ ซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงให้น้ำหนักการถือครองในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตและรักษามูลค่าความมั่งคั่งในระยะยาว
ธนาคารประเมินว่า โอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวลงมีจำกัด เนื่องจากวัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายแห่งใกล้สิ้นสุดลง ประกอบกับแรงขายทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มลดลง ทำให้ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยงในภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอน







