thansettakij
thansettakij
เศรษฐกิจอวกาศ กับ IPO ครั้งประวัติศาสตร์ SpaceX เปลี่ยนโฉมตลาดทุนโลก

เศรษฐกิจอวกาศ กับ IPO ครั้งประวัติศาสตร์ SpaceX เปลี่ยนโฉมตลาดทุนโลก

27 มิ.ย. 69 | 03:59 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มิ.ย. 69 | 03:59 น.

SCBAM วิเคราะห์เศรษฐกิจอวกาศ เมกะเทรนด์ใหม่ของโลก จับตา IPO ประวัติศาสตร์ SpaceX หนุนการเติบโตอุตสาหกรรมอวกาศ เตือนนักลงทุนระวังความผันผวน มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูงหลังเข้าตลาดหุ้น

KEY

POINTS

  • SpaceX สร้างประวัติศาสตร์ระดมทุนผ่าน IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 7.5 หมื่นล้านเหรียญฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโฉมตลาดทุนและกระตุ้นความสนใจในเศรษฐกิจอวกาศ
  • จุดแข็งสำคัญของ SpaceX คือเทคโนโลยีจรวดที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ (Reusability) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งสู่อวกาศลงกว่า 90% และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของธุรกิจ
  • ธุรกิจหลักของบริษัทประกอบด้วย 3 ส่วนคือ Starlink (อินเทอร์เน็ตดาวเทียม) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และกำไรหลัก, การส่งจรวด (Space Segment) และธุรกิจ AI ที่มีศักยภาพเติบโตสูง
  • การลงทุนมีความเสี่ยงจากมูลค่าหุ้นที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้, การขาดทุนจากการลงทุนวิจัยมหาศาล และความผันผวนของราคาที่อาจเกิดขึ้นหลังพ้นช่วงห้ามขายหุ้น (Lockup Period)

"การสำรวจอวกาศ" ที่เคยจำกัดอยู่เพียงในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองและภารกิจวิทยาศาสตร์ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีขั้นสูงและเม็ดเงินจากภาคเอกชนทลายกำแพงเดิม จนทำให้ "อุตสาหกรรมอวกาศ" กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทั่วโลก โลจิสติกส์ยุคใหม่ ไปจนถึงการประมวลผลข้อมูลผ่านดาวเทียมและ Cloud Computing ในชั้นบรรยากาศ

เศรษฐกิจอวกาศโตเร็วกว่าจีดีพีโลก 2 เท่า

ความน่าสนใจของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้อยู่แค่เทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัย แต่คือโอกาสเติบโตทางธุรกิจและโมเดลรายได้ใหม่ที่ตลาดยังไม่เคยคาดคิด โดย World Economic Forum ร่วมกับ McKinsey ประเมินว่า เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) จะเติบโตจากราว 6.3 แสนล้านเหรียญฯ ในปี 2023 สู่ 1.8 ล้านล้านเหรียญฯ ในปี 2035 หรือ CAGR ราว 9% ต่อปี ซึ่งเร็วกว่าการอัตราเติบโตของ GDP โลกกว่า 2 เท่า

World Economic Forum ร่วมกับ McKinsey ประเมินว่า เศรษฐกิจอวกาศ จะเติบโตจากราว 6.3 แสนล้านเหรียญฯ ในปี 2023 สู่ 1.8 ล้านล้านเหรียญฯ ในปี 2035

World Economic Forum และ McKinsey มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจอวกาศ ขับเคลื่อนจากความต้องการที่มากขึ้นจาก

  1. การเชื่อมต่อ (Connected) คือ ความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในพื้นห่างไกล เข้าถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันในรูปแบบต่างๆ เช่น e-Commerce, ธุรกรรมทางการเงิน หรือการศึกษา เป็นต้น
  2. การเคลื่อนที่ (Mobile) คือ ความต้องการในการระบุตำแหน่งและนำทาง เช่น การติดตามและนำทางสำหรับยานพาหนะ
  3. รับรู้ (Informed) คือ ความต้องการในการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้งานร่วมกับ AI และ Machine Learning เช่น การคาดการณ์และประเมินความเสียหายจากภัยธรรมชาติ 

SpaceX จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของตลาดทุนโลก

ฝั่งตลาดทุน มีปรากฏการณ์ที่น่าติดตาม คือ IPO ของ SpaceX (ชื่อย่อ SPCX) เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นNasdaq ของสหรัฐฯ นับเป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นโลก โดยหุ้น SpaceX เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แล้วเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ซึ่งในวันแรก ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นราว 19% จากราคาจองซื้อ IPO ที่ $135 ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านเหรียญฯ SpaceX สามารถระดมทุนได้ 7.5 หมื่นล้านเหรียญฯ ทุบสถิติเดิมของ Saudi Aramco ที่ 2.9 หมื่นล้านเหรียญฯ ในปี 2019

ด้านธุรกิจของ SpaceX ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ซึ่งแต่ละเสาเชื่อมโยงกับตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูงในทศวรรษหน้า ดังนี้

  1. Connectivity Segment (Starlink) รายได้ปี 2025 ประมาณ 1.14 หมื่นล้านเหรียญฯ (61% ของรายได้รวม) ซึ่งเป็นธุรกิจเดียวที่ทำกำไร ด้วยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 38.6%
  2. Space Segment (การส่งจรวด Falcon) มีรายได้ราว 4.1 พันล้านเหรียญฯ (22% ของรายได้รวม)
  3. AI Segment (บูรณาการงบการเงินร่วมกับ xAI) มีรายได้ราว 3.2 พันล้านเหรียญฯ (17% ของรายได้รวม)

แม้ยังขาดทุน 2.5 พันล้านเหรียญฯ ในไตรมาส 1 ปี 2026 แต่นี่คือ ธุรกิจที่มีขนาดตลาดใหญ่ที่สุด McKinsey คาดเม็ดเงินลงทุน Data Center ทั่วโลกสะสมถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญฯ ภายในปี 2030 ซึ่งรองรับ AI โดยเฉพาะสูงถึง 5.2 ล้านล้านเหรียญฯ

 

เทคโนโลยีจรวดใช้ซ้ำ พลิกโฉมต้นทุนอุตสาหกรรม

จุดแข็งของ SpaceX คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมอวกาศด้วย "ระบบการบินซ้ำ" (Reusability) จรวด Falcon 9 ใช้ซ้ำได้สูงสุด 34 ครั้ง ลดต้นทุนส่งมวลสู่วงโคจรจากเดิม $18,500/กก. เหลือ $2,700/กก. (ลดลง 85%) และเหลือ $1,400/กก. ในรุ่น Falcon Heavy (ลดลง 92%) ส่วนยานรุ่นถัดไปอย่าง "Starship" ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด จะกดต้นทุนลงอีกกว่า 99% เหลือเพียงไม่กี่สิบเหรียญฯ/กก. โดยคาดจะเริ่มใช้งานจริงครึ่งหลังปี 2026

นอกจากนี้ การผนึก Grok AI เข้ากับแพลตฟอร์ม X และแผนสร้าง AI Data Center ในวงโคจรที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยยกระดับ SpaceX จากบริษัทส่งจรวดสู่โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีระดับโลก

เตือน Valuation สูง-เสี่ยงแรงขายหลัง IPO

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือ การเร่งลงทุนมหาศาล จากการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในโครงการ Starship และการขยาย AI Data Center ทำให้ขาดทุนสุทธิ 4.9 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2025 และขาดทุนสะสมเกิน 4.1 หมื่นล้านเหรียญฯ ขณะที่ราคา IPO ที่ $135 คิดเป็นอัตราส่วน Price-to-Sales (P/S) สูงถึง 94 เท่า เทียบกับ Megacap อย่าง Google และ Facebook เมื่อตอนเข้า IPO มีอัตราส่วน P/S อยู่ราว 9 และ 26 เท่า ตามลำดับ 

สะท้อนความคาดหวังที่สูงมากต่อการเติบโตของผลประกอบการของ SpaceX ในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นด้านธรรมาภิบาล เนื่องจาก CEO ของบริษัท คือ คุณ Elon Musk มีสิทธิออกเสียงมากถึง 85% แม้ถือหุ้นเพียง 42%

สถิติในอดีตยังเตือนถึง "กับดัก IPO" ของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในรอบ 15 ปี ที่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นมักมีความผันผวนสูงมาก โดยช่วง 1–3 เดือนแรก ราคามักพุ่งขึ้นผิดปกติ (Melt-up) จากหุ้นหมุนเวียนต่ำและกระแสกลัวตกรถ หรือ FOMO (Fear of Missing Out) ของนักลงทุนรายย่อย ก่อนจะดิ่งแรงเมื่อพ้นระยะห้ามขาย (Lockup Period)

ไม่เว้นแม้แต่หุ้น Megacap ยุคก่อนอย่าง Meta (หรือ Facebook) แม้ว่าระยะยาว ผลประกอบการจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ในปีแรก ก็เคยเผชิญแรงขายที่ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงไปกว่า 50% มาแล้ว

สำหรับกรณีของ SpaceX คาดว่า ระดับ Valuation ที่ตึงตัว สะท้อนความคาดหวังที่สูงจากนักลงทุน ดังนั้น ราคาหุ้นมีโอกาสผันผวน และมีความเสี่ยงที่อาจเผชิญแรงขายหลังจากพ้นช่วง Lockup Period ได้เช่นกัน

มอง Space Economy เป็นโอกาสลงทุนระยะยาว

นอกเหนือจาก SpaceX แล้ว บริษัทผู้พัฒนา AI ระดับโลกอย่าง Anthropic และ OpenAI มีความพยายามที่จะ IPO ด้วยเช่นกัน มีการประเมินว่า มูลค่าตลาดรวมของทั้ง 3 บริษัทนี้ อาจสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญฯ

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อมีหุ้นใหม่ขนาดใหญ่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ก็มีโอกาสที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนในตลาดเข้ามา รวมถึง การเข้าคำนวณในดัชนีตลาดหุ้นที่มีผลให้กองทุนประเภท Passive Fund ต้องมีการปรับน้ำหนักตาม ทำให้กระแสเงินทุนมีความผันผวนหรือมีการโยกย้ายไปมาในระยะสั้น

กรณีของ SpaceX มีโอกาสเข้าสู่ดัชนี Nasdaq 100 แบบ Fast Entry ถ้าหากบริษัทมี Market Cap อยู่ใน 40 อันดับแรกของดัชนี (ประเมิน ณ สิ้นวันทำการที่ 7 หลัง IPO) และผ่านเกณฑ์สภาพคล่อง วัดจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วง 7 วันทำการแรกนับจาก IPO ไม่น้อยกว่า 5 ล้านเหรียญฯ ต่อวัน ก็มีโอกาสที่จะเข้าดัชนี Nasdaq 100 หลังผ่าน 15 วันทำการ (จากเดิมที่ต้องเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างน้อย 3 เดือน)

ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่ SpaceX จะผ่านเกณฑ์ดังกล่าวและได้รับเลือกเข้าสู่ดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงแรก เป็นผลมาจากปัจจัยด้านกระแสเงินทุน มากกว่า ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท

การเข้ามา IPO ของบริษัท SpaceX ทำให้ผู้คนมีความตื่นตัวและให้ความสนใจเศรษฐกิจอวกาศอย่างคึกคักมากขึ้น แต่ในเชิงโครงสร้าง การขยายตัวของเศรษฐกิจอวกาศ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ไปสู่การเป็น โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก ที่แทรกซึมอยู่ในหลายภาคส่วน

แกนสำคัญของการเติบโตไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่การสำรวจอวกาศ แต่ต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ได้ประโยชน์ผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต, การระบุตำแหน่งและนำทาง รวมถึง การวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าได้ในวงกว้าง ขณะที่หลายโมเดลธุรกิจในอุตสาหกรรมอวกาศ ยังเผชิญความท้าทายในด้านการสร้างรายได้และผลกำไร ซึ่งคงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

 

คอลัมน์ มันนี่ ดีไอวาย โดยณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,213 วันที่ 28 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569