
ภาวะตลาดหุ้นไทยและมุมมองกลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569
ตลาดหุ้นไทยครึ่งหลังปี 69 ยังเผชิญความผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันสูง แต่ได้แรงหนุนจากเสถียรภาพการเมือง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 2569 มีแนวโน้มผันผวนสูงจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
- ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท
- ราคาน้ำมันที่ทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยกระทบต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายกลุ่ม
- กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เลือกลงทุนรายตัว (Selective) โดยเน้น 5 ธีมเด่น ได้แก่ หุ้นปันผลสูง, หุ้นเติบโต (AI, พลังงานสะอาด), กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ และกลุ่มพลังงาน
ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเคลื่อนไหวผันผวน จากปัจจัยบวกและลบที่สลับกันเข้ามากระทบต่อบรรยากาศการลงทุน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลกจากแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ในภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังฟื้นตัวได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหลายตลาดในภูมิภาค
การเมืองชัดเจน หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากความชัดเจนทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตลาดตอบรับเชิงบวกต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ความชัดเจนดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองที่เคยกดดันตลาด และทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น
โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการบริโภค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
สงครามตะวันออกกลางกดดันตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ภาพการลงทุนเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนมีนาคม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกถูกปิด
เหตุการณ์ดังกล่าวกระตุ้นแรงขายในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ก่อนที่ตลาดจะเริ่มฟื้นตัวในเดือนเมษายน หลังนักลงทุนรับรู้ความเสี่ยงไปบางส่วน และเริ่มคาดหวังต่อความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ กระทบเศรษฐกิจไทย
ผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดทุน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและไทยโดยตรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน
ประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจึงได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อในประเทศที่อาจอ่อนแอลง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับขึ้นเหนือระดับ 40 บาทต่อลิตร ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังมีแนวโน้มกดดันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุน เช่น สายการบิน ท่องเที่ยว ขนส่ง ค้าปลีกบางส่วน อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน ขณะที่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันและส่วนต่างผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง
รัฐเร่งลงทุน-อัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอก นโยบายภาครัฐยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด และโลจิสติกส์
การลงทุนภาคเอกชนยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งปี 2568 อยู่ที่เกือบ 1.9 ล้านล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากอุตสาหกรรมดิจิทัล สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ช่วยประคองเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
- วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและเกษตรกร รวมถึงพยุงการบริโภคระยะสั้นผ่านโครงการลักษณะ Co-payment และการเติมเงินให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- อีก 2 แสนล้านบาทจะใช้สนับสนุนการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานทดแทน และพัฒนาทักษะกับนวัตกรรมเพื่อรองรับโครงสร้างพลังงานใหม่
มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง โดย SCB EIC ประเมินว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อาจช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ได้ราว 0.7% อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านการคลัง โดยเฉพาะระดับหนี้สาธารณะที่มีโอกาสปรับขึ้นใกล้หรือทะลุเพดาน 70% ของ GDP
เปิด 5 ธีมลงทุนเด่นครึ่งปีหลัง
สำหรับมุมมองในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า บลจ. ไทยพาณิชย์คาดว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน อย่างไรก็ตาม การเดินหน้านโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัทจดทะเบียนที่ดีกว่าคาดในหลายอุตสาหกรรม และโอกาสที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ในที่สุด ยังเป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยหนุนตลาดในระยะถัดไป
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน บลจ. ไทยพาณิชย์ยังคงแนะนำให้ลงทุนแบบ Selective โดยเน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ความสามารถในการทำกำไรดี และรับมือกับความผันผวนได้ ผ่าน 5 ธีมหลัก ได้แก่
- หุ้นปันผลสูง
- หุ้นที่มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงานสะอาด
- กลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ
- กลุ่มพลังงานหรือปิโตรเคมีที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานและส่วนต่างผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง
โดยสรุป ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน
อย่างไรก็ดี ปัจจัยภายในประเทศ ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง มาตรการภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยจำกัด Downside ของตลาด และสร้างโอกาสการลงทุนในหุ้นรายกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งในระยะถัดไป
คอลัมน์ มันนี่ดีไอวาย โดยณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,207 วันที่ 7 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569







