thansettakij
thansettakij
ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบกว่า 30 ปี สัญญาณสิ้นสุดยุคเงินราคาถูก?

ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดรอบกว่า 30 ปี สัญญาณสิ้นสุดยุคเงินราคาถูก?

25 มิ.ย. 69 | 04:03 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มิ.ย. 69 | 04:13 น.

BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1% สูงสุดในรอบกว่า 30 ปี ส่งสัญญาณญี่ปุ่นเดินออกจากยุคเงินฝืดและดอกเบี้ยต่ำ จับตาผลกระทบต่อค่าเงินเยน กระแสเงินทุนโลก และ Carry Trade ในอนาคต

KEY

POINTS

  • ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี เพื่อส่งสัญญาณยุติยุคดอกเบี้ยต่ำและภาวะเงินฝืด
  • การตัดสินใจดังกล่าวมีปัจจัยหนุนจากภาวะเงินเฟ้อและค่าจ้างที่เริ่มฟื้นตัว รวมถึงผลจากเงินเยนอ่อนค่าที่ทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น
  • การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกลไก Carry Trade ที่นักลงทุนทั่วโลกกู้ยืมเงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก
  • แม้จะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่ค่าเงินเยนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1% สูงสุดในรอบกว่า 30 ปี สะท้อนการสิ้นสุดยุคเงินฝืดและดอกเบี้ยต่ำที่ยาวนาน ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาผลต่อค่าเงินเยน เงินทุนเคลื่อนย้าย และกลไก Carry Trade ที่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลกในระยะข้างหน้า

BOJ ส่งสัญญาณปิดฉากยุคดอกเบี้ยต่ำ 3 ทศวรรษ

 

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังเดินออกจากยุคเงินฝืดและดอกเบี้ยต่ำยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาผลกระทบต่อค่าเงินเยน กระแสเงินทุน และกลไก Carry Trade ที่อาจเปลี่ยนโฉมตลาดการเงินโลกในระยะต่อไป

หลังจากเป็นประเทศที่ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำมาอย่างยาวนาน ญี่ปุ่นกำลังส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นสู่ระดับ 1.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538

แม้ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้ว นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่เผชิญภาวะเงินฝืดและการเติบโตต่ำมายาวนานกว่า 30 ปี 

เงินเฟ้อ-ค่าจ้างฟื้น หนุน BOJ เปลี่ยนท่าที

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนว่า BOJ เริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราวเพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยายตัวในวงกว้าง ทั้งจากราคาสินค้าและบริการที่ปรับสูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน และการส่งผ่านต้นทุนจากภาคธุรกิจสู่ผู้บริโภค 

อีกปัจจัยสำคัญคือการอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าและพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จนกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชนและเงินเฟ้อในประเทศ BOJ จึงต้องเริ่มปรับนโยบายการเงินเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ BOJ ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ ปัญหาสังคมสูงวัย และกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังไม่แข็งแรงมากนัก หากเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจกระทบต่อการบริโภค การลงทุน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้

ค่าเงินเยนยังไม่ฟื้นเต็มที่

แม้ BOJ จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่ค่าเงินเยนยังคงเป็นโจทย์สำคัญ เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินทุนจำนวนมากยังไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์มากกว่าสินทรัพย์สกุลเยน ส่งผลให้การฟื้นตัวของค่าเงินเยนอาจเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ในมุมหนึ่ง เงินเยนอ่อนค่าช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกญี่ปุ่น แต่ในอีกด้านกลับเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านราคาพลังงาน อาหาร และสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น ซึ่งยังเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

ปัจจัยที่ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันได้บางส่วนคือการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นสัดส่วนสูง ต้นทุนพลังงานที่ลดลงจึงช่วยบรรเทาภาระทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนได้ อย่างไรก็ตาม หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงและดันราคาพลังงานสูงขึ้นอีกครั้ง ญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับโจทย์เงินเฟ้อที่ซับซ้อนกว่าเดิม

จุดเปลี่ยนของ Carry Trade โลก

สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจของ BOJ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ไม่ได้อยู่ที่ระดับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำของโลกมานานหลายทศวรรษ นักลงทุนจำนวนมากเคยกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า Carry Trade

หาก BOJ เดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ต้นทุนของเงินเยนจะค่อย ๆ สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางกระแสเงินทุน ตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น และตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกในระยะยาว

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของญี่ปุ่น แต่เป็นสัญญาณว่าประเทศที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของยุคดอกเบี้ยต่ำและเงินฝืด กำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของเศรษฐกิจ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสำคัญในระบบการเงินโลกที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,212 วันที่ 25 - 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569