thansettakij
thansettakij
มายาคติการจับจุดสูงสุด-ต่ำสุด กับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้นักลงทุนแพ้ตลาด

มายาคติการจับจุดสูงสุด-ต่ำสุด กับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้นักลงทุนแพ้ตลาด

14 มิ.ย. 69 | 04:32 น.
อัปเดตล่าสุด :14 มิ.ย. 69 | 04:47 น.

ทำไมการจับจุดสูงสุด-ต่ำสุดของตลาดจึงเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด? เจาะลึก 4 กับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสและขาดทุน พร้อมแนวคิดสร้างผลตอบแทนระยะยาวโดยไม่ต้องพยายามทำนายตลาด

KEY

POINTS

  • การพยายามจับจังหวะซื้อที่จุดต่ำสุดและขายที่จุดสูงสุดเป็นมายาคติทางจิตวิทยา ไม่ใช่ทักษะที่ฝึกฝนได้ แต่เป็นภาพลวงตาที่สมองสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด
  • บทความระบุถึง 4 กับดักทางจิตวิทยาหลัก เช่น มายาคติแห่งการควบคุม (Illusion of Control) และอคติจากการมองย้อนหลัง (Hindsight Bias) ที่ทำให้นักลงทุนมั่นใจเกินจริง มองเห็นรูปแบบในข้อมูลสุ่ม และตัดสินใจผิดพลาด
  • การยึดติดกับตัวตน (Ego) ว่าต้องคาดการณ์ตลาดได้ถูกต้อง เป็นอีกหนึ่งกับดักที่ทำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการเป็นฝ่ายถูกมากกว่าการทำกำไร ซึ่งนำไปสู่การขาดทุน
  • ทางออกที่แนะนำคือการออกแบบระบบการลงทุนระยะยาว เช่น การทำ Dollar-Cost Averaging (DCA) เพื่อลดการตัดสินใจที่มาจากอารมณ์และอคติ แทนการพยายามคาดเดาตลาด

การจับจังหวะซื้อที่จุดต่ำสุดและขายที่จุดสูงสุด คือความฝันของนักลงทุนทั่วโลก แต่ในความเป็นจริง งานวิจัยด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมการเงินชี้ว่า ความพยายามดังกล่าวอาจเป็นเพียง "ภาพลวงตา" ที่สมองสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด กวิน สู่พานิช พาเจาะลึก 4 กับดักทางจิตวิทยา ตั้งแต่ Illusion of Control, Hindsight Bias ไปจนถึง Identity Trap ที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากตัดสินใจผิดพลาด พร้อมแนะวิธีออกแบบระบบลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างยั่งยืน แทนการไล่ล่าจังหวะที่ไม่มีใครคาดเดาได้อย่างแม่นยำ

เมื่อ "การจับจังหวะ" กลายเป็นกับดักทางจิตวิทยา และพอร์ตของคุณคือผู้แพ้

ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดเชิงทฤษฎี ขออนุญาตเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นกับผมไม่กี่สัปดาห์ก่อน

นับตั้งแต่รัฐบาลปล่อยให้ราคาดีเซลในประเทศไทยลอยตัวตามตลาดโลก ผมตั้งใจว่าจะเติมน้ำมันทุกครั้งเมื่อเหลือสามในสี่ของถัง  แผนที่ดูสมเหตุสมผลในช่วงที่น้ำมันดีเซลขาดแคลน จนกระทั่งเกิดช่วงงานยุ่ง น้ำมันในถังลดลงไปจนเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ในจังหวะนั้นเอง สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้น ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง และราคาดีเซลในประเทศไทยทะลุไปแตะระดับ 50.54 บาทต่อลิตร ราคาที่สูงที่สุดในรอบหลายปี ผมจึงตัดสินใจเติมเต็มถังในวันนั้นทันทีครับ

 

เชื่อไหมครับ หลังจากวันนั้น ราคาดีเซลในไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับนั้นอีกเลย

ใช่ครับ  "ดอย" ชัดเจน น้ำมันถังนั้นแพงมาก และนั่นคือเหตุผลที่บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้น เพราะหากท่านมองอย่างใกล้ชิด ความผิดพลาดเล็กๆ ของผมในวันนั้น คือกระจกสะท้อนของพฤติกรรมที่ใหญ่กว่ามาก  ความพยายามจับ "จุดสูงสุด-ต่ำสุด" ที่นักลงทุนทุกยุคพยายามทำมาตลอดประวัติศาสตร์ของตลาดทุน

ในรอบ 100 ปีของตลาดหุ้นสหรัฐ มีนักวิเคราะห์น้อยมากที่จับ top ของวิกฤติปี 1929 ได้ถูกต้อง มีน้อยกว่านั้นอีกที่จับ bottom ของเดือนมีนาคม 2009 ได้แม่นยำที่ระดับ 666 จุดของ S&P 500 และในรอบล่าสุดที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด มีนักลงทุนเพียงหยิบมือเดียวที่กล้าเข้าซื้อในเดือนมีนาคม 2020 ที่ S&P 500 ทรุดลงราว 34% ในเวลาเพียง 5 สัปดาห์ ซึ่งกลายเป็น bottom จริงที่ตามมาด้วย rally ยาวกว่า 100% ในเวลาไม่ถึง 2 ปี

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบไม่ได้อยู่ในตำราการเงิน แต่อยู่ในห้องวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ระบบประสาท

นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่เชื่อว่าการพยายามจับ top และ bottom ของตลาด เป็นทักษะที่ฝึกได้ผ่านการดูกราฟให้มาก ติดตามข่าวให้ใกล้ชิด และอ่าน indicator ให้ชำนาญ พวกเขาเข้าใจว่า "ความล้มเหลวในการจับจังหวะ" เป็นเพราะตัวเองยังไม่เก่งพอ แต่งานวิจัยทางพฤติกรรมการเงิน (Behavioral Finance) กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา บ่งชี้ตรงกันข้าม  การจับ top และ bottom ไม่ใช่ทักษะที่ฝึกได้ แต่เป็น "มายา" ที่สมองของเราสร้างขึ้น เพื่อให้เรารู้สึกว่ายังควบคุมความไม่แน่นอนของตลาดได้

วันนี้ผมขอชวนทุกท่านมาทำความเข้าใจ 4 เรื่องทางจิตวิทยา ที่ทำให้นักลงทุนแม้กระทั่งคนที่ฉลาดที่สุดในห้อง รวมถึงผมที่เพิ่งดอยน้ำมันมา ตกอยู่ในหลุมพรางของการพยายามจับจุดที่ไม่มีใครจับได้อย่างแท้จริง

1. Illusion of Control: เมื่อสมองต้องการรู้สึกว่า "ฉันยังคุมเกมได้"

ในธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งที่เลวร้ายกว่าการสูญเสีย คือการสูญเสียที่ไม่มีคำอธิบาย เมื่อพอร์ตของคุณติดลบ 20% โดยไม่มีเหตุผลที่คุณเข้าใจ สมองจะสร้างกลไกป้องกันตัวขึ้นมาอัตโนมัติ มันจะมองหา "เหตุการณ์ที่อธิบายได้" และ "การกระทำที่ทำให้รู้สึกว่ายังควบคุมได้"

นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Illusion of Control หรือ "มายาคติแห่งการควบคุม" และมันคือสาเหตุที่ทำให้คนเริ่มซื้อหวยในวันที่ตกงาน หรือผูกเครื่องรางไว้ที่กระจกรถในวันที่กลัวอุบัติเหตุ ในตลาดทุน มันคือกลไกเดียวกันที่ทำให้นักลงทุนเฝ้าดูกราฟทุก 5 นาทีเมื่อพอร์ตขาดทุน แม้พวกเขาจะรู้ดีว่าการดูกราฟไม่ได้เปลี่ยนราคาหุ้น

การพยายามจับ top และ bottom คือ Illusion of Control ในรูปแบบที่ทรงพลังที่สุด เพราะมันบอกกับสมองของคุณว่า "ตลาดอาจดูสุ่มเหมือนพายุในมหาสมุทร แต่ฉันมีเข็มทิศ ฉันอ่านมันออก ฉันเห็นสัญญาณที่คนอื่นไม่เห็น" ในเสี้ยววินาทีที่คุณเชื่อแบบนั้น ความวิตกกังวลที่เกิดจากความไม่แน่นอนจะลดลงทันที  

แต่ในระยะยาว มันคือกับดักที่อันตรายที่สุด เพราะมันทำให้คุณเทเงินใส่ position ใหญ่ในจังหวะที่คุณคิดว่า "นี่คือ bottom แน่นอน" และเมื่อตลาดลงต่อ คุณจะถูกบังคับให้ตัดขาดทุนในจุดที่เลวร้ายกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ Peter Lynch ผู้บริหารกองทุน Magellan ของ Fidelity ในยุค 1980 เคยกล่าวไว้ว่า เงินที่นักลงทุนเสียไปกับการพยายามคาดการณ์การปรับฐาน มากกว่าเงินที่เสียไปกับการปรับฐานเองหลายเท่า

2. Hindsight Bias: เมื่อกราฟในอดีตทำให้เรามั่นใจในกราฟอนาคตเกินจริง

เปิดกราฟ S&P 500 ระหว่างปี 2007-2009 ขึ้นมาในวันนี้ คุณจะเห็น top ของเดือนตุลาคม 2007 ที่ 1,576 จุด และ bottom ของเดือนมีนาคม 2009 ที่ 666 จุด อย่างชัดเจนเหมือนภูเขาในวันแดดออก คุณจะเห็น distribution day ก่อน top คุณจะเห็น capitulation volume ก่อน bottom คุณจะเห็น signal ทุกอย่างที่ "บอกชัดเจน" ว่าจังหวะไหนควรทำอะไร

แต่หากคุณเป็นนักลงทุนในเดือนตุลาคม 2007 คุณจะไม่เห็นอะไรชัดเจนเลย คุณจะเห็นเพียงตลาดที่ทำ all-time high ใหม่ ในขณะที่วาณิชธนกิจชั้นนำส่วนใหญ่ออกบทวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง และปัญหา subprime อยู่ในวงจำกัด

คุณจะเห็นกูรูส่วนใหญ่บอกว่า "ยังขึ้นได้อีก มีโอกาสกำไรอีกเยอะ" และเมื่อตลาดเริ่มร่วงในเดือนพฤศจิกายน คุณจะคิดว่ามันเป็นเพียง healthy correction (ย่อตามหลักเทคนิคอล) เพราะตลาดเคย correct ลักษณะนี้แล้ว "จะวิ่ง" กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่นับครั้งไม่ถ้วนในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

นี่คือ Hindsight Bias  กลไกทางสมองที่ทำให้เราหลงคิดว่า "เราเห็นมันชัดเจนตอนนั้น" ทั้งที่จริง เราเพียง "เห็นมันชัดเจนตอนนี้" เท่านั้น สมองของเราสามารถสร้างความทรงจำให้เรารู้สึกว่าเราฉลาดกว่าที่เป็นจริง และมันคือสาเหตุที่นักลงทุนหลายคนพูดประโยคทำนองว่า "ฉันรู้แล้วว่าตอนนั้นต้องขาย" หรือ "ฉันเห็น bottom มาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้า"

ปัญหาคือ Hindsight Bias ไม่ได้เป็นแค่การหลอกตัวเองอย่างไร้พิษภัย มันคือเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงความมั่นใจเกินจริงในรอบหน้า เมื่อคุณเชื่อว่าคุณ "เห็น" top ของรอบที่แล้วได้ คุณจะเทเงินใส่การพยายามจับ top ของรอบนี้ และวงจรของความผิดหวังก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เจาะลึก 4 กับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสและขาดทุน

3. Pattern Recognition Mismatch: เมื่อสมองที่วิวัฒนาการมาล่าสัตว์ พยายามล่าความร่ำรวยบนแท่งเทียน

สมองของมนุษย์เป็นเครื่องจักรหา pattern ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในธรรมชาติ การที่บรรพบุรุษของเรารอดจากเสือใต้พุ่มไม้ในยุค Paleolithic ก็เพราะสมองสามารถมองเห็น pattern ของแถบสีและการเคลื่อนไหวที่บอกถึงอันตราย แม้ในข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ปัญหาคือ  ตลาดทุนในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ทุ่งราบ หรือป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยอันตรายแบบในอดีต

ระบบที่บรรพบุรุษเราพึ่งพา ทำงานบนหลักการ "false positive ดีกว่า false negative" หากเห็นเงาที่อาจเป็นเสือ  วิ่ง! ผิดได้ ดีกว่าตาย กลไกเดียวกันนี้คือสาเหตุที่นักลงทุนเห็น "head and shoulders pattern" ในกราฟทุกตัวที่กำลังจะ top เห็น "double bottom" ในกราฟทุกตัวที่กำลังจะ bottom และเห็น "engulfing candle" เป็นสัญญาณของการกลับตัวในจุดที่ไม่ใช่  เพราะสมองทำในสิ่งที่มันถูกออกแบบมาให้ทำ คือหา pattern ในความสุ่ม

นักวิจัยทางการเงินเชิงพฤติกรรมเคยทำการทดลองที่กลายเป็นตำนาน  โดยให้นักลงทุนมืออาชีพดูกราฟ 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นกราฟราคาหุ้นจริง อีกชุดเป็นกราฟที่สร้างขึ้นจากการโยนเหรียญหัว-ก้อยอย่างสุ่ม ผลการทดลองคือ  นักลงทุนเหล่านั้นพบ pattern เทคนิคที่ "น่าเชื่อถือ" ในทั้งสองชุดเท่าๆ กัน

นี่คือเหตุผลที่การจับ top และ bottom ผ่าน technical pattern เพียงอย่างเดียว มักให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการเดาสุ่ม การจับจังหวะที่แท้จริงต้องอาศัยมากกว่า pattern ในกราฟ  มันต้องอาศัยความเข้าใจ regime ของตลาด ความเข้าใจ macro environment และที่สำคัญที่สุด  ความถ่อมตัวที่จะยอมรับว่าบาง pattern ที่คุณเห็น คือ noise ที่สมองแต่งขึ้น

4. Identity Trap: เมื่อ "การจับ Bottom ได้" กลายเป็นเหรียญรางวัลให้กับ Ego

ในห้องเทรดของกองทุน Hedge Fund ใหญ่บนถนน Wall Street มีคำพูดหนึ่งที่นักลงทุนรุ่นพี่มักบอกรุ่นน้อง  "อย่าตกหลุมรักกับ thesis ของตัวเอง" คำพูดนี้ฟังดูเหมือนคำเตือนเรื่องการลงทุนแบบ Value Investing (เน้นคุณค่า) แต่จริงๆ แล้วมันคือคำเตือนทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก  อย่าให้ position ในพอร์ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของคุณ

แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอเมื่อนักลงทุนพยายามจับ top หรือ bottom เพราะการ "จับได้" ในรอบหนึ่ง = การเลื่อนสถานะตัวเองจากนักลงทุนทั่วไป สู่ "คนที่เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น" และในยุคของ social media ที่ทุก call ถูกบันทึกและโชว์ออฟ เหรียญรางวัลนี้กลายเป็นสิ่งที่ทรงพลังกว่าเงินทอง

นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนหลายคนยอมเสียเงินจริง เพื่อปกป้อง "ตัวตน" ของตัวเอง คนที่บอกว่า bottom อยู่ที่ 1,200 จุดของ SET  เมื่อตลาดลงถึง 1,200 และพอร์ตของเขาขาดทุนหนัก เขาจะไม่ตัดขาดทุน แต่จะ "เพิ่ม position" เพื่อยืนยันว่าตัวเองถูก คนที่ประกาศว่าทอง $2,000 คือ top  เมื่อทองทะลุ $2,300 เขาจะหา narrative ใหม่เพื่อยืนยันว่าตัวเอง "ยังถูกอยู่ในระยะยาว" ในเกมการลงทุน Ego คือผู้เล่นที่แพ้บ่อยที่สุด เพราะมันให้ความสำคัญกับ "การถูก" มากกว่า "การได้กำไร" และในตลาดทุน สองสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป

บทสรุป

หากคุณยังคงพยายามจับ top และ bottom ของตลาดต่อไปหลังอ่านบทความนี้ ผมไม่ได้คิดว่าคุณเข้าใจอะไรผิด ผมคิดว่าคุณเป็นมนุษย์ เพราะนั่นคือสิ่งที่สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทำ เพื่อควบคุม ซึ่งสมองต้องการ pattern มันต้องการเป็น "คนที่ถูก" และไม่มีปริมาณการอ่านหนังสือทางการเงินใดที่จะลบความต้องการเหล่านี้ออกไปได้ ผมเองก็จับ top ของดีเซลได้แม่นยำเหลือเกิน  เพียงแต่เป็นการจับที่ผิดทางเท่านั้น

แต่คุณสามารถทำสิ่งหนึ่งได้  คุณสามารถ "รู้ทัน" สมองของคุณเอง

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว ไม่ใช่คนที่ปฏิเสธจิตวิทยาของตัวเอง แต่เป็นคนที่ออกแบบระบบการลงทุน ที่ลดความเสี่ยงของการตัดสินใจที่จะให้สมองทำงานในจังหวะที่อันตราย ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง position size ให้เล็กพอที่จะไม่ trigger panic เวลาตลาดร่วง การใช้กลยุทธ์ Dollar-Cost Averaging ที่ลบความต้องการ "จับจังหวะ" ออกไปจากสมการ หรือการแบ่งพอร์ตเป็น core ระยะยาว + tactical ระยะสั้น เพื่อให้ใจของคุณมีที่ระบาย โดยไม่ต้องเดิมพันชะตากรรมของพอร์ตหลัก

ในตลาดทุน คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกรอบ คุณไม่จำเป็นต้องจับ bottom ทุก bottom และไม่ต้องขายที่ top ทุก top ของรอบ คุณเพียงต้องอยู่ในเกมนานพอให้พลังของ compound interest ทำงาน และนั่นคือสิ่งที่สมองของคุณจะคัดค้านมากที่สุด เพราะมันไม่น่าตื่นเต้น มันไม่ทำให้คุณรู้สึกฉลาด และมันไม่ให้เหรียญรางวัลกับทิฐิของคุณ แต่มันจะทำให้คุณรวย

ขอปิดท้ายด้วยคำคมสั้นๆ

"การขับรถโดยจ้องแต่กระจกหลัง คือสูตรสำเร็จของอุบัติเหตุ — และในตลาดทุน คือสูตรสำเร็จของการเสียพอร์ต"

ขอบคุณครับ

คอลัมน์ Investing Tactic โดย กวิน สู่พานิช เพจ Kavin’s Hybrid Trading และ วิทยากรพิเศษโครงการ SITUP

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,209 วันที่ 14 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569