
ค่าเงินบาทวันนี้ 23 มิ.ย.69 เงินบาทอ่อนค่าแตะ 32.98 บาท เฟด-ตะวันออกกลางกดดัน
เงินบาทเปิดวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากดอลลาร์แข็งและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่ง จับตา PMI โลก ดุลการค้าไทย และสถานการณ์ตะวันออกกลาง กำหนดทิศทางค่าเงินระยะสั้น
KEY
POINTS
- ค่าเงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าลงแตะระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงิน
ค่าเงินบาทเปิดสัปดาห์ที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจากคาดการณ์เฟดอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินโลก ด้านนักลงทุนจับตาตัวเลข PMI ประเทศเศรษฐกิจหลักและข้อมูลการค้าของไทย เพื่อประเมินแนวโน้มเงินบาทในระยะต่อไป
เงินบาทอ่อนค่าใกล้แนวต้านสำคัญ 33 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (23 มิถุนายน 2569) ที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.91 บาทต่อดอลลาร์
ตลอดช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.88-32.99 บาทต่อดอลลาร์ และทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามทิศทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี กลับขึ้นเหนือระดับ 4.50% อีกครั้ง ขณะที่นักลงทุนยังให้น้ำหนักสูงต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
นอกจากนี้ การปรับตัวลงของราคาทองคำยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินบาท โดยราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งดอลลาร์แข็งค่าและบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น
ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาด
แม้เงินดอลลาร์จะได้รับแรงหนุนจากมุมมองดอกเบี้ยสหรัฐฯ แต่การแข็งค่าถูกจำกัดบางส่วนจากความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงประเมินสถานการณ์ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ตลาดอยู่ในภาวะ "Cautiously Optimistic" หรือมองบวกอย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ยังช่วยชะลอการอ่อนค่าของเยนและลดแรงหนุนต่อดอลลาร์ได้บางส่ว
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับสู่โหมดปิดรับความเสี่ยง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาเผชิญแรงขายอีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หลังนักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง
หุ้น Alphabet ปรับตัวลดลง 5.0% ขณะที่ Amazon ร่วง 4.8% ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.37% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงแรง 1.32%
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงพยุงจากหุ้นกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare นำโดย AbbVie ที่พุ่งขึ้น 6.3% ขณะที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor ยังคงแข็งแกร่ง โดย Micron ปรับตัวขึ้น 6.8% จากความคาดหวังต่อผลประกอบการที่เติบโตดีต่อเนื่อง
หุ้นยุโรปฟื้นตัว รับข่าวสันติภาพและคลายกังวลการเมืองอังกฤษ
ฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น 0.58% หลังนักลงทุนตอบรับสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นอังกฤษได้รับแรงหนุนจากการคลายความกังวลทางการเมือง หลังสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านผู้นำพรรคแรงงานเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แม้หุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์หรูยังเผชิญแรงขาย โดย Hermes ปรับตัวลดลง 5.9%
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทะลุ 4.50% อีกครั้ง
ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นทะลุระดับ 4.50% จากมุมมองที่ตลาดยังเชื่อว่าเฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่าทิศทางบอนด์ยีลด์ยังมีความเสี่ยงสองด้าน (Two-way Risk) โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการในตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อการประเมินนโยบายการเงินของเฟด
นักวิเคราะห์ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ และไทย หากบอนด์ยีลด์ปรับขึ้นเหนือ 4.50% เนื่องจากมองว่าเฟดมีโอกาสคงดอกเบี้ยในปี 2569 ก่อนจะเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2570 หากแรงกดดันเงินเฟ้อคลี่คลายลงตามคาด
จับตา PMI โลกและดุลการค้าไทย
ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนทั่วโลกจะติดตามการประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก
สำหรับไทย ตลาดจะจับตาตัวเลขส่งออกและนำเข้า ซึ่งคาดว่ายอดส่งออกยังขยายตัวแข็งแกร่ง แต่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงครามและการลงทุนด้าน AI อาจทำให้ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และรายงานสรุปความเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป
แนวโน้มเงินบาทยังเสี่ยงผันผวนสูง
Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมุมมองว่าเงินบาทในระยะสั้นเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-way Risk จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
แม้เงินบาทยังมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง แต่การอ่อนค่าอาจถูกจำกัดบริเวณแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้อย่างรวดเร็ว
ในระหว่างวัน หากตัวเลขดุลการค้าไทยออกมาแย่กว่าคาด เงินบาทมีโอกาสทดสอบหรือทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ ขณะที่กรณีดุลการค้าขาดดุลน้อยกว่าคาด อาจช่วยชะลอแรงอ่อนค่าได้บางส่วน
ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 32.80-33.05 บาทต่อดอลลาร์







