
‘เฟด’ส่งสัญญาณเข้ม กังวลดอกเบี้ยขาขึ้น กดราคาทองพักฐาน
ทองคำผันผวนรับเฟดใหม่ “เควิน วอร์ช” ส่งสัญญาณเข้ม ตลาดกังวลดอกเบี้ยขาขึ้น กดราคาพักฐานก่อนลุ้นเป้าหมาย 5,500 ดอลลาร์เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ Dot Plot ส่งสัญญาณเข้ม สะเทือนตลาดเงิน
KEY
POINTS
- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงิน (Hawkish) ผ่าน Dot Plot ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต
- สัญญาณดังกล่าวสร้างความกังวลในตลาด ส่งผลให้ราคาทองคำโลกร่วงลงอย่างรุนแรงกว่า 160 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- นักวิเคราะห์มองว่าการปรับตัวลงของราคาทองเป็นเพียงการพักฐานในระยะกลาง และยังมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้หากยืนเหนือแนวรับสำคัญ
แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่การประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ กลับส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าที่นักลงทุนคาด ผ่าน Dot Plot และการปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาทองคำโลกปรับฐานแรงจากระดับสูงสุด ขณะที่นักวิเคราะห์มองเป็นเพียงการพักตัวระยะกลาง หากยืนเหนือแนวรับสำคัญได้ยังมีโอกาสกลับเข้าสู่ขาขึ้น โดยมีเป้าหมายระยะยาวบริเวณ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
จากคาดลดดอกเบี้ย สู่มุมมองขึ้นดอกเบี้ย
ตลาดทองคำโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักทันทีหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ครั้งล่าสุด ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งสำคัญภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ชประธานเฟดคนใหม่ แม้ผลการประชุมจะเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% แต่รายละเอียดในแถลงการณ์ ผลคาดการณ์เศรษฐกิจ และ Dot Plot กลับส่งสัญญาณที่เข้มงวดกว่าที่นักลงทุนคาดไว้
ปฏิกิริยาของตลาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาทองคำโลก (Gold Spot) ร่วงจากระดับสูงสุดบริเวณ 4,382 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 4,219 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงกว่า 160 ดอลลาร์ในช่วงเวลาอันสั้น สะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่เริ่มปรับมุมมองใหม่ต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
“เควิน วอร์ช” กับเฟดยุคใหม่ที่สื่อสารน้อยลง
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD)เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แม้ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามคาด แต่สิ่งที่สะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลกกลับเป็น “ท่าที” และ “การสื่อสาร” ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่
จุดที่ตลาดสนใจคือ Dot Plot หรือการคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยของกรรมการเฟดทั้ง 19 คน แต่การประชุมครั้งนี้ปรากฏว่านายเควิน วอร์ช ประธานเฟดไม่ได้ส่งทั้งคาดการณ์ดอกเบี้ยและคาดการณ์เศรษฐกิจ
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนตกใจมากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงของมุมมองกรรมการเฟดเมื่อเทียบกับการประชุมเดือนมีนาคม ก่อนหน้านี้ ตลาดยังคาดหวังโอกาสเห็นการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ แต่ Dot Plot รอบล่าสุดสะท้อนว่า กรรมการเฟดถึงครึ่งหนึ่งของผู้ส่งข้อมูลทั้งหมด มองว่าควรมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2569 และในจำนวนดังกล่าวมีถึง 6 คนที่มองว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง ขณะเดียวกัน มีกรรมการเพียง 1 คนเท่านั้นที่ยังมองว่า เฟดอาจปรับลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปีนี้
ราคาทองคำร่วงกว่า 160 ดอลลาร์ รับแรงกดดันดอกเบี้ย
ภาพดังกล่าวทำให้ตลาดตีความว่า เฟดกำลังกลับมาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าที่เคยประเมินไว้ ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จากบริเวณประมาณ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงไปแตะระดับต่ำสุดแถว 4,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือปรับลดลงราว 160 ดอลลาร์
นางสาวอารีรัตน์กล่าวว่า เฟดยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) จะเพิ่มขึ้นจาก 2.7% เป็น 3.6% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มจาก 2.7% เป็น 3.3% ในทางกลับกัน เฟดกลับปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จาก 2.4% เหลือ 2.2% สะท้อนว่า เฟดอาจมองแรงกดดันเงินเฟ้อรอบนี้เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง มากกว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากเศรษฐกิจขยายตัวร้อนแรง
จับตา “ฮอร์มุซ”ตัวแปรสำคัญของทอง
สำหรับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อเห็นการลงนาม MOU ส่งผลให้ราคาทองคำดีดขึ้นบ้าง แต่ประเด็นที่ลงนามพุ่งไปที่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปัญหาสำคัญคือ โครงการนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ยังไม่ได้หยิบยกมาพูด สิ่งที่ตลาดต้องติดตามคือ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีเหตุสะดุด จะช่วยให้การส่งออกน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ และกดดันให้ราคาน้ำมันปรับลดลง ช่วยลดแรงกังวลด้านเงินเฟ้อในระยะต่อไป
มองทองคำระยะกลาง “พักฐาน” ในกรอบ 4,000-4,500 ดอลลาร์
ด้านแนวโน้มราคาทองคำ น.ส.อารีรัตน์ มองว่า ภาพใหญ่ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น แต่ในระยะกลางกำลังอยู่ในช่วงพักฐาน กรอบการเคลื่อนไหวสำคัญอยู่ระหว่าง 4,000-4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ ถือเป็นแนวรับสำคัญ ขณะที่ 4,500 ดอลลาร์เป็นแนวต้านหลักที่ต้องผ่านให้ได้ หากราคาทองคำยังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,500 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง ก็มีโอกาสแกว่งตัวสะสมกำลังในกรอบดังกล่าวต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากสามารถยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์ต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ และไม่หลุดกลับลงมาต่ำกว่าแนวต้านเดิม จะเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญ และเปิดโอกาสให้ราคาทองคำเดินหน้าสู่เป้าหมายถัดไปบริเวณ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในระยะถัดไป
สัญญาณ Hawkish กดทองคำร่วง 160 ดอลลาร์
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัดกล่าวว่า แม้เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาดการณ์ก็ตาม แต่ราคาทองคำได้ทิ้งตัวจากระดับสูงสุด 4,382 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงสู่ระดับต่ำสุด 4,219 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องด้วยอีกหลายองค์ประกอบนั้นมีความแข็งกร้าว (Hawkish) มากขึ้น
ทั้งการตัดข้อความที่สะท้อนแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หรือ Easing Bias ออกจากแถลงการณ์ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่พร้อมส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ การปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อ Core PCE ปี 2569 ขึ้นเป็น 3.3% จากเดิม 2.7% และปรับขึ้นเป็น 2.5% ในปี 2570 จากเดิม 2.2%
นอกจากนั้น Dot Plot ที่แสดงค่ากลาง (Median) ของการคาดการณ์ดอกเบี้ยในปี 2026 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.8% ซึ่งเปิดโอกาสในการปรับ “ขึ้น” อัตราดอกเบี้ยได้ 25 bps จำนวน 1 ครั้ง และถือว่าแข็งกร้าว (Hawkish) กว่า Dot Plot ครั้งก่อนในเดือนมีนาคม ที่บ่งชี้ถึงการปรับอัตรา “ลด” ดอกเบี้ย 25 bps จำนวน 1 ครั้งในปี 2026
มอง Downside จำกัด จับตาแนวรับสำคัญ
ดังนั้น ราคาทองคำจึงมีโอกาสปรับตัวพักฐานลงมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันมีโอกาสที่ราคาจะมี Downside ที่จำกัด เนื่องจากตลาดได้ซึมซับความกังวลว่าเฟดจะมีท่าทีแข็งกร้าว (Hawkish) มากขึ้น ในช่วงก่อนหน้านี้มาแล้วในระดับหนึ่ง
แนะนำรอจับตาที่แนวรับ 4,219-4,162 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้ราคาทองคำมีแนวโน้มจะเป็นการ “พักตัวเพื่อขึ้นต่อ” โดยจะต้องไม่ทำ Lower Low หลุดระดับแนวรับสำคัญที่ 4,022 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเมื่อดีดตัวขึ้นจะมีแนวต้านรอทดสอบที่ 4,332-4,382 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวต้านสำคัญ 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์
คงเป้าหมายระยะยาว ทองโลกมีลุ้นแตะ 5,596 ดอลลาร์
สำหรับวายแอลจีประเมินว่า ปีนี้หากราคาทองคำดีดตัวไม่ผ่านระดับ 4,454 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ออกด้านข้าง โดยเป็นการพักสะสมแรงแบบที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2021-2022 เพื่อสร้างฐานเหนือแนวรับใหญ่ 4,000-3,778 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หลังจากนั้นในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ราคามีแนวโน้มกลับมาปรับตัวขึ้นได้โดยมีแนวต้านรอทดสอบที่ระดับ 4,773 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับเป้าหมายหลัก 5,596-5,531 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นราคาทองคำแท่ง 96.5% อยู่ที่ระดับ 85,400-86,400 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณด้วยค่าเงินบาท 32.63 บาทต่อดอลลาร์)
ดังนั้น ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้นจากเฟดยุคใหม่และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนที่มองการลงทุนระยะยาวยังสามารถใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) ในช่วงที่ราคาปรับฐาน โดยมองว่าการอ่อนตัวในระยะนี้เป็นเพียงการพักฐานเพื่อสร้างแรงส่งรอบใหม่ มากกว่าการสิ้นสุดของแนวโน้ม ขาขึ้นในตลาดทองคำโลก
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,211 วันที่ 21 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569







