thansettakij
thansettakij
ทิสโก้เตือนเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังเสี่ยง 'Stagflation' แนะกระจายพอร์ต

ทิสโก้เตือนเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังเสี่ยง 'Stagflation' แนะกระจายพอร์ต

15 มิ.ย. 69 | 09:35 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มิ.ย. 69 | 09:58 น.

ทิสโก้เตือนเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 2569 เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อสูง กำลังซื้อชะลอ และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ แนะกระจายพอร์ต เพิ่มน้ำหนักพลังงาน AI & Robotics

KEY

POINTS

  • ทิสโก้เตือนว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งคือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำแต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง
  • ปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากราคาพลังงานที่ยังคงสูง, ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบาง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัว
  • ทิสโก้แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน โดยเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น
  • บลจ.ทิสโก้ยังคงเชื่อมั่นในธีมการลงทุนระยะยาวอย่าง AI & Robotics และหุ้นปันผลสูง เพื่อสร้างสมดุลให้พอร์ตการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน

ทิสโก้ประเมินเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 2569 เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อสูง กำลังซื้ออ่อนแอ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือเศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง พร้อมแนะนักลงทุนกระจายความเสี่ยง เพิ่มน้ำหนักหุ้นพลังงานและวัสดุพื้นฐาน ขณะที่ บลจ.ทิสโก้ยังเชื่อมั่นในธีม AI & Robotics และหุ้นปันผลสูงภายใต้แนวคิด “โลกช็อก...เราไม่ช็อก”

TISCO วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก เจาะสินทรัพย์เด่นรับครึ่งหลัง ปี 69

ทิสโก้ชี้เศรษฐกิจโลกยังไม่ถดถอย แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังไม่ได้เผชิญภาวะถดถอยรุนแรงตามที่หลายฝ่ายกังวล แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง

โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออก รวมถึงประเทศไทย ยังคงมีความเปราะบางต่อผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่หลายประเทศเริ่มเผชิญข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ย และบางแห่งกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

สำหรับเศรษฐกิจไทย ทิสโก้มองว่ายังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่อาจช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

สัญญาณ “Stagflation” เริ่มชัด หลังเงินเฟ้อพุ่ง-กำลังซื้อชะลอ

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะ “แรงเสียดทาน” มากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมเร่งขึ้นแตะ 4.2% สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี จากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้กดดันกำลังซื้อของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนลดลงเหลือ 44.8 จุด ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 74 ปี และผู้บริโภคกว่า 2 ใน 3 เริ่มลดการใช้จ่ายลง

นอกจากนี้ ความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชนยังปรับสูงขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สะท้อนความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้การควบคุมเงินเฟ้อของธนาคารกลางเป็นเรื่องที่ยากขึ้น

3 ปัจจัยเสี่ยง ดันโลกเข้าสู่ภาวะ “โตช้า-ต้นทุนสูง”

ทิสโก้ประเมินว่า ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
  2. ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบางมากขึ้น ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  3. การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนด้าน AI ที่ยังขยายตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว

 

“เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่สภาพแวดล้อมแบบโตช้าแต่ต้นทุนสูง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุน” นายคมศรกล่าว

แม้ภาพเศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดัน แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด โดยกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทในดัชนี S&P 500 และกำไรล่วงหน้า 12 เดือนยังเติบโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตาม 3 ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้นอีกครั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากภาวะ Stagflation ที่อาจกระทบทั้งกำไรบริษัทและมูลค่าหุ้นในอนาคต

แนะเพิ่มน้ำหนักพลังงาน-วัสดุพื้นฐาน ลดหุ้นเทคฯ บางกลุ่ม

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต

พร้อมเสนอให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง

ในทางกลับกัน ควรลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีบางกลุ่มที่พึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตระยะยาว เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง และกำลังเผชิญการแข่งขันด้าน AI ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

บลจ.ทิสโก้ยังเชื่อมั่น AI-Robotics และหุ้นปันผลสูง

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่การเติบโตของเทคโนโลยี AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกำไรของภาคธุรกิจทั่วโลก

โดย AI ในปัจจุบันแตกต่างจากยุคฟองสบู่ดอทคอม เนื่องจากมีรายได้และผลกำไรที่จับต้องได้ ทำให้ยังเป็นธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรกระจายการลงทุนไปยังหลายส่วนของห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI รวมถึงเทคโนโลยี Robotics หรือ Physical AI

ภายใต้แนวคิด “โลกช็อก...เราไม่ช็อก” บลจ.ทิสโก้แนะนำให้นักลงทุนใช้กองทุนแบบ Multi-Asset เป็นแกนหลักของพอร์ต พร้อมเสริมด้วยการลงทุนในธีม AI, Robotics และหุ้นไทยปันผลสูง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตและการสร้างรายได้ในระยะยาว

กองทุนแนะนำครึ่งปีหลัง 2569 จาก บลจ.ทิสโก้

  • TGSMART (ทิสโก้ โกลบอล สมาร์ท แอลโลเคชั่น) กองทุนผสมความเสี่ยงระดับ 5 ลงทุนกระจายทั่วโลกทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก เหมาะสำหรับผู้ต้องการสร้างผลตอบแทนระยะยาวพร้อมกระจายความเสี่ยง
  • TISCOAI (ทิสโก้ AI & Big Data) กองทุนความเสี่ยงระดับ 6 เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลข้อมูล และความปลอดภัยทางข้อมูล ผ่านกองทุน ETF ต่างประเทศ
  • TROBOTICS (ทิสโก้ โรโบติกส์) กองทุนความเสี่ยงระดับ 6 ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานของหุ่นยนต์ทั่วโลก
  • TISCOHD-A (ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน) กองทุนความเสี่ยงระดับ 6 เน้นลงทุนเชิงรุกในหุ้นไทยที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เพื่อสร้างกระแสรายได้และความมั่นคงให้พอร์ตลงทุน