thansettakij
thansettakij
เอกนิติ เล็งปรับ GDP ปี 69 รับสงครามสงบ เปลี่ยนโหมดฟื้นฟูเศรษฐกิจเต็มสูบ

เอกนิติ เล็งปรับ GDP ปี 69 รับสงครามสงบ เปลี่ยนโหมดฟื้นฟูเศรษฐกิจเต็มสูบ

15 มิ.ย. 69 | 08:02 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มิ.ย. 69 | 08:02 น.

เอกนิติเตรียมพร้อมปรับ GDP ปี 2569 ประเทศไทยรอบใหม่ รับสัญญาณบวกหากสงครามตะวันออกกลางยุติ เข้าโหมดการฟื้นฟู ช่วยรายย่อยสู้กู้ภาวะเงินเฟ้อ เดินหน้าแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมพิจารณาปรับประมาณการตัวเลข GDP ปี 2569 ใหม่ หากสงครามในตะวันออกกลางยุติลง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกและไทยเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู
  • การสิ้นสุดของสงครามจะช่วยบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากความผันผวนของราคาพลังงาน แม้ราคาอาจไม่กลับไปสู่ระดับเดิม
  • ปัจจุบันรัฐบาลมุ่งเน้นแก้ปัญหาวิกฤตต้นทุนและเงินเฟ้อที่กระทบประชาชน ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เพื่อช่วยร้านค้ารายย่อย
  • เดินหน้าแผนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในระยะยาว เนื่องจากคาดว่าราคาพลังงานจะยังคงสูง

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากสถานการณ์ สงครามในตะวันออกกลาง ยุติลงจะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เนื่องจากโลกจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นมาจากปัญหาความผันผวนของราคาพลังงาน และแม้ราคาพลังงานอาจจะไม่ปรับลดลงไปเท่ากับระดับก่อนเกิดสงคราม แต่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้ 

อย่างไรก็ดีรัฐบาล เตรียมพิจารณาปรับประมาณการตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2569 ครั้งใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และมีปัจจัยบวกเพิ่มแต่ยังต้องตั้งอยู่บนความระมัดระวังเนื่องจากโลกมีความผันผวนสูง

ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนจากวิกฤตพลังงานเข้าสู่วิกฤตต้นทุนที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนระดับฐานรากและพ่อค้าแม่ค้าผ่านภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการช่วยเหลือผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัสซึ่งพบว่าร้านค้าที่เข้าร่วมมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ยังมีการสอนให้ผู้ประกอบการใช้ AI ในการวิเคราะห์ยอดขายเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน

นายเอกนิติ กล่าวถึงแผนการใช้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่า ยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อเนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนสูงมากในปัจจุบัน จะมีความเสี่ยงสูงหากเกิดวิกฤตซ้ำในอนาคต 

เราต้องการช่วยทั้งคนและช่วยทั้งการเปลี่ยนผ่าน เช่น การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยการลดค่าครองชีพด้านค่าไฟฟ้าให้ประชาชน และเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวโดยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าของประเทศ

ส่วนความคืบหน้าเรื่องการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น นายเอกนิติชี้แจงว่า ขณะนี้ทางปลัดกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและตัวเลขให้ชัดเจน จึงจะยังไม่มีการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้

ชวนร้านค้าร่วม แพลตฟอร์มออนไลน์

นายเอกนิติ ยังเปิดเผยถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า วันนี้เปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมขายของบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีธนาคารกรุงไทย นำ AI นกกระซิบ มาเปิดตัวในวันนี้ด้วย เพื่อเป็นผู้ช่วยให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขยายยอดขาย วิเคราะห์ยอดขาย ลดต้นทุน และวิเคราะห์ต้นทุน เพราะตอนนี้เราต้องการช่วยร้านค้ารายย่อยที่ต้นทุนแพงขึ้น 

ทั้งนี้ ยังมีแพลตฟอร์มร้านค้าที่มาร่วมเปิดตัว เช่น Grab Food / LINE MAN /Robinhood และ /Shopee จะมาช่วยส่งเสริมร้านค้าต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถขยายยอดขายได้มากขึ้น และปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ร้านค้าจะขายได้เฉพาะพื้นที่ตนเองขายอยู่เท่านั้น ซึ่งร้านค้าที่มาร่วมโครงการ จะได้เพิ่มยอดขายมากขึ้น 

นายเอกนิติ ระบุว่า ทั้ง 4 แพลตฟอร์มนี้พิสูจน์แล้วว่าในช่วงโครงการคนละครึ่ง พลัส ใครที่เข้ามาช่วยขายบนแพลตฟอร์ม ยอดขายเพิ่มขึ้น 500-600 % และหลังจากโครงการคนละครึ่ง  พลัส ก็พิสูจน์แล้วว่ายอดขายยังคงเพิ่มขึ้น 100 - 200 % 

ดังนั้นต้องการให้รายเล็กและรายย่อยเรียนรู้เรื่องดิจิทัล การขายของออนไลน์ โครงการ Up skill - Re skill ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น โดยวันนี้เราต้องการต่อยอด นำ AI เข้ามาช่วย ซึ่งร้านค้าไม่ต้องจ้างคนมาทำบัญชีหรือวิเคราะห์ เพราะ AI นกกระซิบ จะช่วยวิเคราะห์ต้นทุนที่ซื้อมาว่าราคาแพงมากกว่าคู่แข่งหรือไม่ 

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนร้านค้ามาร่วมเข้าโครงการ โดยไม่ต้องกังวล เพราะจะมีแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนอย่างยั่งยืน