thansettakij
thansettakij
เร่งยกระดับมาบตาพุด Smart Industrial Hub รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก พลังงานแพง

เร่งยกระดับมาบตาพุด Smart Industrial Hub รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก พลังงานแพง

31 พ.ค. 69 | 06:18 น.
อัปเดตล่าสุด :31 พ.ค. 69 | 06:19 น.

กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าเร่งยกระดับมาบตาพุดสู่ Smart Industrial Hub รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก พลังงานแพง ปักหมุดศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หนุน EEC แข่งขันเวทีโลก

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเร่งยกระดับมาบตาพุดสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัจฉริยะและยั่งยืน (Smart & Sustainable Industrial Complex) เพื่อรับมือแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานสูง และกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • ภาคเอกชนสะท้อน 5 ปัญหาท้าทายสำคัญ เช่น การแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง ต้นทุนพลังงานสูง และมาตรการการค้าสีเขียว พร้อมเรียกร้องให้รัฐลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและปฏิรูปกฎระเบียบ
  • แนวทางการพัฒนาที่สำคัญคือการผลักดันท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ การสนับสนุนพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)
  • การนิคมอุตสาหกรรมฯ (กนอ.) กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยี 5G, AI และ IoT

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ จังหวัดระยอง เพื่อผลักดันการยกระดับพื้นที่สู่ Smart & Sustainable Industrial Complex เช่นท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานสูง และมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ว่า มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ ถือเป็นปัจุยสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ครอบคลุม 6 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรม มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม และการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC)

รักษาขีดความสามารถแข่งขันอุตฯไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งให้มาบตาพุดเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ จังหวัดระยอง

 

อย่างไรก็ดี ได้มีการหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ เช่น บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG), บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP), บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) เป็นต้น โดยได้สะท้อน 5 ปมท้าทายสำคัญที่กำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนัก ประกอบด้วย 

วิกฤตการแข่งขันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก ที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลงและการลงทุนใหม่ชะลอตัว ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐเร่งลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงกฎระเบียบให้อนุมัติได้รวดเร็วขึ้น

 

 

ต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น กลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งผลักดันระบบการเข้าถึงพลังงานเสรี การใช้สาธารณูปโภคร่วม (Common Utilities) และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับเป้าหมาย RE100

เอกชนวอนรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว

แรงกดดันจากมาตรการลดคาร์บอนและกติกาการค้าสีเขียวโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของยุโรป ที่กำลังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย ภาคเอกชนจึงต้องการให้รัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)

ยังมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูประบบอนุญาตภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน EIA/EHIA ผ่านระบบดิจิทัลและ One Stop Service รวมถึงเปิดพื้นที่ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม

การผลักดันท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ด้วยการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มกลางระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านโลจิสติกส์และการขนส่งทางน้ำ (Port Community System) การขนส่งชายฝั่ง และโครงข่ายท่อส่งส่วนกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการลำเลียงวัตถุดิบ

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้รับทราบข้อเสนอทั้งหมด และจะเร่งผลักดันการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ดันแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน-ระบบนิเวศอุตฯ

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ.กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ไปสู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure & Ecosystem Platform) ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคร่วม การสร้างแพลตฟอร์มลดคาร์บอน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือสู่ระบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี 5G, AI และ IoT

“การลงพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่พยายามเร่งปรับมาบตาพุด จากฐานการผลิตดั้งเดิม ไปสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวอัจฉริยะของภูมิภาค ท่ามกลางแรงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกและกติกาการค้าใหม่ที่กำลังเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง"