
เร่งยกระดับมาบตาพุด Smart Industrial Hub รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก พลังงานแพง
กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าเร่งยกระดับมาบตาพุดสู่ Smart Industrial Hub รับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก พลังงานแพง ปักหมุดศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หนุน EEC แข่งขันเวทีโลก
KEY
POINTS
- รัฐบาลเร่งยกระดับมาบตาพุดสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัจฉริยะและยั่งยืน (Smart & Sustainable Industrial Complex) เพื่อรับมือแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานสูง และกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม
- ภาคเอกชนสะท้อน 5 ปัญหาท้าทายสำคัญ เช่น การแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง ต้นทุนพลังงานสูง และมาตรการการค้าสีเขียว พร้อมเรียกร้องให้รัฐลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและปฏิรูปกฎระเบียบ
- แนวทางการพัฒนาที่สำคัญคือการผลักดันท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ การสนับสนุนพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)
- การนิคมอุตสาหกรรมฯ (กนอ.) กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยี 5G, AI และ IoT
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ จังหวัดระยอง เพื่อผลักดันการยกระดับพื้นที่สู่ Smart & Sustainable Industrial Complex เช่นท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงานสูง และมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ว่า มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ ถือเป็นปัจุยสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลังงาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
ครอบคลุม 6 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรม มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรม และการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC)
รักษาขีดความสามารถแข่งขันอุตฯไทย
ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งให้มาบตาพุดเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
อย่างไรก็ดี ได้มีการหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ เช่น บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG), บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP), บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) เป็นต้น โดยได้สะท้อน 5 ปมท้าทายสำคัญที่กำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหนัก ประกอบด้วย
วิกฤตการแข่งขันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก ที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลงและการลงทุนใหม่ชะลอตัว ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐเร่งลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงกฎระเบียบให้อนุมัติได้รวดเร็วขึ้น
ต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น กลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งผลักดันระบบการเข้าถึงพลังงานเสรี การใช้สาธารณูปโภคร่วม (Common Utilities) และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับเป้าหมาย RE100
เอกชนวอนรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว
แรงกดดันจากมาตรการลดคาร์บอนและกติกาการค้าสีเขียวโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของยุโรป ที่กำลังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย ภาคเอกชนจึงต้องการให้รัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)
ยังมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูประบบอนุญาตภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน EIA/EHIA ผ่านระบบดิจิทัลและ One Stop Service รวมถึงเปิดพื้นที่ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม
การผลักดันท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ด้วยการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มกลางระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านโลจิสติกส์และการขนส่งทางน้ำ (Port Community System) การขนส่งชายฝั่ง และโครงข่ายท่อส่งส่วนกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการลำเลียงวัตถุดิบ
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้รับทราบข้อเสนอทั้งหมด และจะเร่งผลักดันการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ
ดันแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน-ระบบนิเวศอุตฯ
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ.กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ไปสู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure & Ecosystem Platform) ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคร่วม การสร้างแพลตฟอร์มลดคาร์บอน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือสู่ระบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี 5G, AI และ IoT
“การลงพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่พยายามเร่งปรับมาบตาพุด จากฐานการผลิตดั้งเดิม ไปสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวอัจฉริยะของภูมิภาค ท่ามกลางแรงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกและกติกาการค้าใหม่ที่กำลังเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง"







