thansettakij
thansettakij
'แรงงาน' สู่ 'ผู้บริโภค' ตลาดเมียนมาในไทยโตแรง 2.21 แสนล้านบาท

'แรงงาน' สู่ 'ผู้บริโภค' ตลาดเมียนมาในไทยโตแรง 2.21 แสนล้านบาท

26 พ.ค. 69 | 11:38 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ค. 69 | 11:39 น.

Happio เผยตลาดผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยปี 2569 โตทะลุ 221,000 ล้านบาท จากชาวเมียนมากว่า 4 ล้านคน ชี้เป็น Blue Ocean ใหม่ของธุรกิจไทย ทั้งอาหาร ค้าปลีก ดิจิทัล และบริการที่อยู่อาศัย

ตลาดผู้บริโภคชาวเมียนมาในประเทศไทยกำลังกลายเป็น “Blue Ocean” แห่งใหม่ที่หลายธุรกิจไทยยังมองข้าม ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดผู้บริโภคไทยที่เริ่มอิ่มตัว และต้นทุนการแย่งชิงลูกค้าในประเทศสูงขึ้น

ล่าสุด Happio เปิดเผยรายงาน “ตลาดพม่าในไทยปี 2569 โตทะลุ 221,000 ล้านบาท” ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาอาศัยและทำงานในประเทศไทยมากกว่า 4 ล้านคน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 221,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้รวมทั้งหมดของชาวเมียนมาในไทย

แรงงานเมียนมาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดพาเจรn

ตัวเลขดังกล่าวกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของตลาดแรงงานต่างชาติในประเทศไทย จากภาพจำเดิมที่ถูกมองเป็นเพียง “แรงงานต้นทุนต่ำ” ไปสู่การเป็น “ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจริง” ซึ่งมีพฤติกรรมการใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ และความต้องการสินค้าที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

จากแรงงาน สู่ผู้บริโภคตัวจริง

Happio ระบุว่า ผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยกำลังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจฐานรากและภาคค้าปลีกไทยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร บริการด้านสุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

นายนที จารยะพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Happio กล่าวว่า ตลาดผู้บริโภคเมียนมาในไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในกำลังซื้อสำคัญของประเทศ เนื่องจากโครงสร้างประชากรเริ่มเปลี่ยนไป ทั้งแรงงานฝีมือ ผู้ประกอบการรายย่อย และครอบครัวที่มีรายได้มั่นคงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้จ่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

นายนที จารยะพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Happio

ในมุมธุรกิจ นี่จึงไม่ใช่เพียงตลาดแรงงาน แต่เป็นตลาดผู้บริโภคใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และอาจเป็นโอกาสสำคัญสำหรับแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ก่อนคู่แข่ง

อาหาร–ที่อยู่อาศัย–ดิจิทัล มาแรง

รายงานพบว่า หมวดการใช้จ่ายสำคัญของผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยประกอบด้วย อาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็น 17.4% ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาคือที่อยู่อาศัย 13.8% การเดินทาง 8% และสินค้า Personal Care 4.4% รวมกันคิดเป็นมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด

เมื่อแยกตามขนาดตลาด พบว่า กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 59,200 ล้านบาท ตามด้วยที่อยู่อาศัยและที่พักประมาณ 46,800 ล้านบาท ขณะที่บริการดิจิทัลและการเงินมีมูลค่าราว 24,700 ล้านบาท และธุรกิจสุขภาพประมาณ 19,700 ล้านบาท

 

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวไปสู่บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งบริการการเงินดิจิทัล การศึกษา สุขภาพ และแพลตฟอร์มออนไลน์

พฤติกรรมซื้อเปลี่ยน “ความไว้ใจ” สำคัญกว่าราคา

นางสาวอรรวี แตงมีแสง ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเมียนมาและเจ้าของเพจ Natty Loves Myanmar ระบุว่า ผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าจาก “ราคา” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การบอกต่อภายในชุมชน และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม

นางสาวอรรวี แตงมีแสง ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเมียนมาและเจ้าของเพจ Natty Loves Myanmar

โดยชาวเมียนมาจำนวนมากในไทยมีพฤติกรรมใช้โซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น ทั้งเพื่อเสพข่าวสาร ความบันเทิง และการค้นหาสินค้าและบริการ ขณะเดียวกัน รูปแบบการอยู่อาศัยที่กระจุกตัวเป็นชุมชนหรือหอพัก ยังทำให้การสื่อสารแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) มีอิทธิพลสูงกว่าตลาดทั่วไป

ส่งผลให้แบรนด์ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระดับชุมชน หรือสร้างคอนเทนต์ที่สื่อสารด้วยภาษาและความเข้าใจทางวัฒนธรรมได้ตรงจุด มีแนวโน้มขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็วกว่า

ตลาดกระจุกในเมืองเศรษฐกิจ

ข้อมูลยังพบว่า ผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนประมาณ 31.8% ขณะที่ภาคกลางอยู่ที่ 39.2% รวมถึงจังหวัดเศรษฐกิจชายแดน เช่น ตาก ระนอง และสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งการจ้างงาน การอยู่อาศัย และกิจกรรมเศรษฐกิจหนาแน่น

ทำให้หลายธุรกิจเริ่มมองเห็นโอกาสในการทำตลาดเชิงพื้นที่ (Geo-targeting) และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบออฟไลน์ที่เข้าถึงชุมชนโดยตรง มากกว่าการสื่อสารแบบ Mass Market เพียงอย่างเดียว

สูตรชนะตลาด “First Mover”

Happio ประเมินว่า กลยุทธ์สำคัญของธุรกิจไทยในการเจาะตลาดผู้บริโภคเมียนมาคือแนวคิด “First Mover Strategy” หรือการเป็นแบรนด์กลุ่มแรกที่เข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการแปลภาษา หรือทำสื่อโฆษณาเป็นภาษาเมียนมา แต่ต้องเข้าใจ Pain Point พฤติกรรมการใช้ชีวิต ความคาดหวัง และบริบททางสังคมของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เพื่อสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ในระยะยาว

ภายใต้ภาวะที่ตลาดผู้บริโภคไทยกำลังแข่งขันรุนแรงและมีต้นทุนการหาลูกค้าสูงขึ้น ตลาดผู้บริโภคเมียนมาในไทยจึงอาจกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างการเติบโต หากสามารถเข้าถึงและสร้างความเข้าใจได้ก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนจาก Blue Ocean ไปสู่ Red Ocean ในอนาคต

ตลาดนี้ไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดแรงงานต่างชาติ” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น “ตลาดผู้บริโภคใหม่” ที่มีขนาดใหญ่และเติบโตเร็ว ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไทยในระยะถัดไป